สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมหนังและสถานที่จัดฉายได้ที่ http://www.thaifilm.com/shortFilmDetail.asp?id=109 ครับ
edit @ 7 Jul 2008 22:25:17 by prap and chai
สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมหนังและสถานที่จัดฉายได้ที่ http://www.thaifilm.com/shortFilmDetail.asp?id=109 ครับ
edit @ 7 Jul 2008 22:25:17 by prap and chai
ในเทศกาลปีนี้ ชาย ไชยชิตจะส่งผลงานสารคดีเข้าร่วมทั้งหมด 2 เรื่อง
เรื่องแรก คือ ผลงานชิ้นใหม่ที่มีชื่อว่า ประชามติ (20 นาที) ซึ่งชายได้อธิบายว่าหนังเรื่องนี้เป็น "หนังสารคดีเกี่ยวกับการทำงานศึกษาของตัวเอง ออกจะดูเรียบ ๆ จริงจัง และน่าเบื่อไปบ้าง แต่การทำงานวิชาการมันหนีไม่พ้นภาวะการหมกมุ่น ความจำเจและจืดชืดอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริง ๆ"
ส่วนเรื่องที่สอง ก็คือ เพลงชาติไทย ซึ่งอาจจะเคยผ่านตาบางคนไปบ้างแล้ว ชายแสดงความเห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างเพลงชาติไทยและประชามติว่า "ทำไปทำมามันดูเหมือนจะเป็นภาคต่อของกันและกัน ถ้าดูจากภาพเหตุการณ์บริบทแวดล้อมทางการเมืองที่ปรากฏในหนัง เรื่องเพลงชาติไทยบันทึกภาพช่วงเดือนมีนา ส่วนเรื่องประชามติเป็นภาพที่บันทึกในช่วงเดือนพฤษภาถึงต้นมิถุนา"
นี่คือภาพนิ่งจากหนังสารคดีเรื่องประชามติครับ
พิเศษ: บทวิจารณ์ "เพลงชาติไทย" โดย FILMSICK
ชาย ไชยชิต /Chai Chaiyachit (TH) A+ เพลงชาติไทย / National Anthem 27.00 2008
หนังเรื่องนี้แบ่งตัวเองออกเป็นสองส่วนโดยในครึ่งแรกเป็นภาพสังเกตของบรรดาผู้คนที่เดินออกกำลังจากสวนสาธารณะในความเงียบตัดสลับกับภาพของกระรอกบนต้นไม้ ส่วนในครึ่งหลังคือภาพของคนพเนจรที่กินนอนกันที่สนามหลวงก่อนจะปิดท้ายด้วย สุนทรพจน์ของชายคนหนึ่งที่สนามหลวงที่แสดงความเห็นทางการเมืองยุคpost ทักษิณอย่างฉะฉาน โดยตัดสลับกับภาพของหนูในพุ่มไม้ ภาพทั้งสองส่วนกลืนเข้าหากันในช่วงกลางของเรื่อง กลางเสียง ‘เพลงชาติไทย' นั่นเอง
หนังเรื่องใหม่ของชาย ไชยชิต ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของการเมืองประจำยุคสมัย ในคราวนี้เขาหยิบยกเอา ‘เพลงชาติ' และ ‘ความเป็นชาติ' มาเสียดสีอย่างน่าสนใจ เมื่อคนสองกลุ่มที่มีสถานะแตกต่างกัน ระหว่าง ‘ชนชั้นกลาง' ผู้เงียบเชียบ (ในช่วงของสวนสาธารณะเขาดูดเสียงออกจนหมด) เป็นคนในชาติที่ดูรื่นรมย์ไม่มีพิษภัย ( เหมือนกระรอกน้อยบนต้นไม้ ) และตอบรับแนวคิดรัฐชาติอย่างยินดีปรีดาด้วยการลุกขึ้นยืนตรงอย่างภาคภูมิในขณะที่เพลงชาติไทยบรรเลง ในขณะเดียวกัน ชนชั้นล่างกลุ่มผู้คน ‘รากหญ้า' กลับทั้งนั่งทั้งนอน เดินไปเดินมาใน ‘ชั่วขณะของการรวมชาติ' พวกเขาคือพลเมืองที่ใช้ไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ภาคภูมิในความเป็นชาติกระนั้นหรือ หรือเพราะเพียงพวกเขาคือเหล่าคน เจ็บ จนโง่ ที่รัฐชาติไม่ต้องการ พยายามกีดกัน จำกัด ผลักดันพวกเขาไปอยู่ชายขอบ แล้วป้ายสีความไม่รักชาติกับพวกเขา กล่าวอีกอย่างพวกเขาถูกทำให้หลายเป็นหนูไร้ค่าที่ถูกรังเกียจและเป็นปัญหาสังคม
นอกจากนี้เสียงเงียบของคนชั้นกลางในเมือง กับความฉะฉานในการกล้าแสดงความคิดเห็นของคนเร่ร่อน ยังเป็นภาพแทนสภาพของการเมืองไทยที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่คนชั้นกลางตอบรับการมาถึงของ ‘สีเขียว' ที่ผูกความเป็นชาติต่างผ้าพันคอฉลากยี่ห้อด้วยความเงียบ คนชนชั้นรากหญ้ากลับตอบโต้ด้วยการเลือกพรรคพลังประชาชนอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งต่อมา
ในทางหนึ่งการใช้ภาพเปรียบเปรย (ซึ่งใน ผีมะขาม ไพร่ฟ้า ประชาธิปไตย ชาย ไชยชิต ก็ใช้วิธีการคล้ายคลึงกันนี้ ) ยังมีข้อเคลือบแคลงอยู่บ้างเนื่องจากภาพของชนชั้นกลาง และ คนเร่ร่อนนั้นถูกทอนค่าลดความหมายเป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงเหมารวมของกลุ่มผู้คนที่ไม่ได้มีความเป็นปัจเจก การเหมารวมผู้คนเพื่อให้กลายเป็นตัวแทนสำหรับถ่ายทอดสิ่งที่ผู้กำกับคิดในทางหนึ่งเป็นการใช้สัญลักษณ์ที่แยบคายแต่ในอีกทางก็ดูเหมารวมจนเกินไป ภาพของบทสนทนาตอนท้ายเรื่องของชายเร่ร่อน จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำพูดของเขา แต่เป็นคำพูดจากตัวแทนชนชั้นของเขา ซึ่งอาจขัดแย้งกับกระบวนคิดของชนชั้นกลาง แต่ต้องไม่ลืมว่าที่จริงแล้วความคิดนั้นเป็นเพียงความคิดของคนคนหนึ่งเท่านั้น การใช้ภาพเหมารวมมาใช้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองส่วนบุคคลของผู้กำกับในทางหนึ่งจึงยังชวนให้รู้สึกอึดอัดย้อนแย้งอยู่บ้าง เพราะมันดูราวกับการใช้คนอื่นมาพูดแทนสิ่งที่ตัวคิดผ่านทางเทคนิคของภาพยนตร์
อย่างไรก็ตาม แม้เพลงชาติไทยจะเป็นเหมือน การเสียดสีมากกว่าการเผชิญหน้ากับตัวปัญหาโดยตรง แต่มันก็ทรงประสิทธิภาพในการชี้ชวนให้คิดอย่างสนุกสนาน และภาพสุนทรพจน์ช่วงท้ายเรื่องก็กลายเป็นฉากจำที่สุดแสนทรงพลัง
จากedit @ 12 Jun 2008 23:02:15 by prap and chai
edit @ 22 Jun 2008 04:37:55 by prap and chai
edit @ 22 Jun 2008 04:41:09 by prap and chai
8-10 มิ.ย. 2551
แล้วงานชิ้นล่าสุดก็สำเร็จลุล่วงไปได้เรียบร้อยครับ
หลังจากต้องปลุกปล้ำกับเครื่องคอมพิวเตอร์และเผชิญหน้ากับอาการไข้หวัดในช่วงท้าย ๆ ของการทำงาน แต่ในที่สุด ก็สามารถตัดต่อหนังออกมาได้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 10 มิถุนายนพอดี และได้จัดส่งหนังไปให้มูลนิธิหนังไทยทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้วภายในวันเดียวกัน
สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า วัตถุนิยาย: ชีวประวัติของเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง และหนังมีความยาวทั้งสิ้น 29 นาที 42 วินาที
พอตัดต่อหนังเสร็จเมื่อช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 10 ก็ได้นั่งดูหนังเรื่องล่าสุดของตัวเองประมาณ 2-3 รอบ
โดยรวมแล้ว ผลงานที่ออกมาก็ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับโครงเรื่องคร่าว ๆ ที่วางไว้ แม้อาจมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเฉพาะหน้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมขณะถ่ายทำและตัดต่อ
หนังเรื่องล่าสุดนี้อาจไม่ได้มีความสนุกหรือมีอารมณ์ขันจิกกัดมากมายนักนะครับ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสังคม-การเมืองอย่างจริงจัง หรือให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเป็นอันดับแรก แต่มันจะเป็นหนังที่ประกอบไปด้วยวัตถุสิ่งของ สถานที่ ภาพถ่าย ภาพในจอโทรทัศน์ (ที่ชัดเจนและพร่าเลือน) ลายลักษณ์อักษรบนหน้ากระดาษ และเสียงบรรยายเชิงพร่ำพรรณนาว่าด้วยอดีตและปัจจุบัน (ไม่แน่ใจว่ารวมอนาคตด้วยหรือไม่?) ที่ดำเนินเคียงคู่กับหนังไปแทบตลอดทั้งเรื่อง
เชื่อว่า เมื่อคนดูส่วนใหญ่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อชวนง่วงนอนอยู่มากพอสมควร แต่หวังว่าหนังคงจะสามารถก่อให้เกิดการแสดงความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ และการสนทนาของคนดูตามมาได้บ้าง นอกจากนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีคนดูคนไหนที่มองว่าหนังเรื่องนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวอย่างฟูมฟายเกินไป 555 (เพราะตัวคนทำเองก็พยายามจะทำให้หนังมีความฟูมฟายน้อยที่สุดหรือไม่มีความฟูมฟายอยู่เลย)
ปล.
1. นอกจากเสียงบรรยายตลอดทั้งเรื่อง และภาพอวัยวะบางส่วนของผู้เล่าเรื่องแล้ว คนดูจะไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นมนุษย์คนอื่น ๆ เลยในหนังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าของหนังยังให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นอันดับแรก (แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำเสนอออกมาได้ดีแค่ไหน ในการพยายามเล่าเรื่องราวด้วยวิธีการเช่นนี้)
2. หนังเรื่องนี้อาจถูกนำเสนอด้วยวิธีการในแบบหนังสารคดี (สารคดีแบบเชย ๆ เสียด้วย 555) แต่สำหรับผมเรื่องราวในหนังมีความเป็น "นวนิยาย" มากกว่า "สารคดี" ครับ