จดหมายจากความเงียบ - Letter from Silence (ปราปต์ บุญปาน, 2549, B)
สงสัยผมจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับหนังของคุณปราปต์เท่าไหร่นะ อย่างเรื่องนี้ก็ดันเอา จม.ลุงนวมทองมาใช้ บังเอิญว่าผมค่อนข้างจะ "ไม่เชื่อ" ในเรื่องราวของลุงแก (ยังสงสัยอยู่ว่าแท็กซี่ธรรมดามียาแปะก๊วยกิน...) เลยเกิดความรู้สึกต่อต้านหนังเรื่องนี้หน่อยๆ แต่ผมชอบการใช้จังหวะของเขาในจดหมายฉบับแรก... ตัวหนังมันไม่ผิดหรอก ผมนี่แหละผิดเอง 555+
คุณ nanoguy แห่งเว็บบอร์ดไบโอสโคป
จดหมายจากความเงียบ B
จดหมายมันจ๊าบมาก ถึงมันจะไม่จริงก็เหอะ เอิ๊กกก... ดูแล้วได้คิดเลยว่าวิธีทำหนังนี่มันไม่มีขอบเขตจำกัดจริงๆ
คุณ taxi_anon แห่งเว็บบอร์ดไบโอสโคป
รู้สึกมีความสุขกับโปรแกรมวันนี้มากๆเหมือนกัน
ข้างล่างนี้เป็นอาการพร่ำเพ้อไร้สาระของดิฉัน โปรดอย่าอ่านถ้าหากต้องการอะไรที่มีสาระ (ดิฉันจะเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองไปๆมาๆด้วย เพื่อเน้นย้ำถึงความมีสติไม่อยู่กับร่องกับรอยของดิฉัน)
โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันถูกโฉลกกับหนังของคุณปราปต์ บุนปานมากๆค่ะ ตอนนี้ LETTER FROM THE SILENCE (2006, Prap Boonpan, A+) ขึ้นไปครองอันดับสองของหนังไทยที่ดิฉันชอบที่สุดในปีนี้ไปแล้ว ไม่รู้เป็นไง ดูแล้วร้องไห้ จนขณะดู จำเลยรัก (A) และ สาม-สูญ (A+) ดิฉันก็ยังคงร้องไห้ให้ LETTER FROM THE SILENCE อยู่ จนกระทั่งมาถึงหนังของคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้นั่นแหละ ถึงค่อยหยุดร้อง
จริงๆแล้วก็เคยอ่านเนื้อหาในจดหมายสองฉบับที่อยู่ใน LETTER FROM THE SILENCE มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วนะ รู้สึกว่าจะได้อ่านจากเว็บประชาไท แต่ตอนที่อ่านจากเว็บประชาไท ก็ไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้มากเท่านี้
บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าหนังมันทำให้เกิด พื้นที่ทางจินตนาการ ในหัวดิฉันได้มากกว่า ตัวหนังสือ บนจอคอมพิวเตอร์หรือบนหน้ากระดาษก็ได้นะ พอได้ดู LETTER FROM THE SILENCE แล้ว ถึงได้เกิดจินตนาการต่างๆมากมายในหัว ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านบ่อนอก-หินกรูด และคุณนวมทองโดยตรง คือหนังเรื่องนี้มันทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครสมมุติที่อยู่ในจินตนาการเราเองน่ะ LETTER FROM THE SILENCE อาจจะเป็นสารคดีนะ และผู้สร้างก็อาจจะไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำให้ผู้ชมเกิดอาการแบบที่เราเป็น แต่อาการที่เราเป็นก็คือเราจินตนาการตัวละครสมมุติขึ้นมาในหัวของเรา เขาเป็นคนที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วกับการถูกกระทำจากอำนาจรัฐ เขารู้สึกสิ้นหวังกับการเมือง เขาอาจจะเคยมีความหวังอยู่สักระยะนึง แต่ความหวังอันสวยงามของเขาก็ถูกทำลายลงในที่สุด เขาจึงคิดว่าตายเสียดีกว่า เรารู้สึกสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของตัวละครสมมุติในหัวของเราน่ะ มันเจ็บปวดมากๆจนต้องร้องไห้ออกมา คือเราจินตนาการมันขึ้นมาเอง เจ็บปวดเอง และก็ร้องไห้เอง และก็คิดถึงมันอีก แล้วก็ร้องไห้อีก โดยมีหนังเรื่อง LETTER FROM THE SILENCE เป็นตัวกระตุ้น โดยตัวละครที่เราจินตนาการถึงมันอาจจะไม่ได้คล้ายคลึงกับคุณนวมทองตัวจริงก็ได้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เรารู้สึกอยากใช้เวลาว่างไปกับการจินตนาการถึงชีวิตของตัวละครสมมุติเหล่านี้ จินตนาการว่าชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กมันเป็นยังไง มันเคยพบกับความอยุติธรรมมาอย่างไรบ้าง เราอยากจะจินตนาการถึงความเจ็บปวดในแต่ละช่วงชีวิตที่ตัวละครสมมุติของเราเคยประสบมาน่ะ เราไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมหนังเรื่องอื่นๆถึงไม่ได้กระตุ้นจินตนาการของเรามากเท่านี้
ความรู้สึกส่วนนึงของเราที่มีต่อ LETTER FROM THE SILENCE มันคล้ายๆกับความรู้สึกของเราที่มีต่อเพลง ANOTHER DAY IN PARADISE ของ PHIL COLLINS ด้วยเหมือนกัน เพลง ANOTHER DAY IN PARADISE เคยทำให้เราร้องห่มร้องไห้จนแทบเป็นบ้า และทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราโชคดีมากเกินไปถ้าหากเทียบกับเพื่อนมนุษย์หลายๆคนบนโลกนี้
สรุปว่าถึงแม้ LETTER FROM THE SILENCE จะเป็นหนังเงียบ แต่สำหรับดิฉันแล้ว หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนด้วยความคั่งแค้นและเสียงร้องไห้ เสียงเหล่านี้มันดังอึงอลอยู่ในหัวของดิฉันอย่างรุนแรงมาก และเสียงที่ดิฉันจินตนาการขึ้นมาเองเหล่านี้ มันคงจะดังก้องอยู่ในหัวของดิฉันต่อไปเป็นเวลานาน (หรือจนกว่าปัญหาของชาวบ้านบ่อนอก-หินกรูดจะทุเลาเบาบางลง)
หรือบางทีดิฉันอาจจะอารมณ์ค้างจากการดู EUROPA 2005 27 OCTOBER (2006, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, A+) เมื่อวานนี้ จากคลิปวิดีโอข้างล่างนี้ที่โพสท์ไว้ในอีกกระทู้นึง
http://video.google.fr/videoplay?docid=-3238754652290051467&q=cinetract
จริงๆแล้วหนังของคุณปราปต์ บุนปาน กับของ JEAN-MARIE STRAUB + DANIELE HUILLET ไม่ได้คล้ายคลึงกันเลยนะ แต่พอดีเราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ในวันไล่เลี่ยกัน และมันก็ส่งผลกระทบอย่างเดียวกันกับตัวเรา นั่นก็คือมัน ติด อยู่ในหัวเรามากๆ และมันก็กระตุ้นจินตนาการเราอย่างรุนแรงมาก รุนแรงมากเกินไปด้วย
เราได้ดูคลิปวิดีโอ EUROPA 2005 27 OCTOBER แล้ว เราไม่รู้เหมือนกันนะว่าผู้กำกับเขาต้องการสื่ออะไรที่เฉพาะเจาะจงบ้าง คือเวลาเราดูหนัง เรายึดความบันเทิงของตัวเองเป็นหลักน่ะ เราเป็นผู้ชมที่แย่มากๆ คือเราไม่ค่อยสนเท่าไหร่หรอกว่าผู้กำกับเขามีเจตนายังไง หรือหนังมันมีคุณค่าทางศิลปะยังไงบ้าง เราสนแค่ว่าหนังเรื่องนั้นมันให้ความบันเทิงหรือความสุขกับเรามากแค่ไหน ไม่ว่าผู้กำกับเขาจะจงใจให้เกิดผลกระทบอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม
เราดู EUROPA 2005 27 OCTOBER แล้วมันหลอนเรามากๆ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราเป็นดวงวิญญาญของชายที่ตายในสถานที่นั้นน่ะ แล้วมันวนเวียน มันไปไหนไม่ได้ มันออกจากสถานที่นั้นไม่ได้ มันเป็นดวงวิญญาณของคนที่ตายด้วยความเจ็บปวด ดวงวิญญาณของชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส แล้วต้องเจอกับความอยุติธรรมมาตลอดทั้งชีวิต แล้วเขาก็ต้องตายลงเพราะความอยุติธรรมนั้น เขาทุกข์ทรมานมาแล้วตลอดทั้งชีวิต และก็ต้องตายลงเพราะความอยุติธรรมอีก และดวงวิญญาณของเขาก็คงจะไปไหนไม่ได้ จนกว่าความอยุติธรรมที่ชาวต่างชาติในฝรั่งเศสได้รับจะทุเลาเบาบางลง
คือคนที่ได้ดู EUROPA 2005 27 OCTOBER คงจะเห็นน่ะนะว่าหนังมันไม่ได้มีผีวิญญาณอะไรโผล่ขึ้นมาเลย ความรู้สึกของเราข้างต้นมันเกิดจากจินตนาการของเราเองล้วนๆ โดยมีหนังเป็นตัวกระตุ้นขึ้นมา แต่พอเราจินตนาการแล้ว เราก็หยุดมันไม่ได้นะ เรายังคงรู้สึกว่าเราเป็นดวงวิญญาณอันเจ็บแค้นที่ติดอยู่ในโรงไฟฟ้าแห่งนั้นอยู่
พูดถึงหนังแนวกระตุ้นจินตนาการแล้ว ก็มีหนังเรื่องนึงที่เราอยากดูมากๆ นั่นก็คือเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman) ที่เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับการสำรวจสถานที่ที่เคยเกิดเหตุฆาตกรรมชายผิวสีอย่างโหดเหี้ยมทางภาคใต้ของสหรัฐ เราเดาล่วงหน้าว่าถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ มันอาจจะ เปิดพื้นที่ทางจินตนาการ ในหัวของเราแบบ LETTER FROM THE SILENCE และ EUROPA 2005 27 OCTOBER ก็ได้
เนื้อหาเกี่ยวกับ SOUTH หรือ SUD (1999, Chantal Akerman, 70 min) สามารถอ่านได้ที่
http://www.sensesofcinema.com/contents/00/6/south.html
Chantal Akerman เขียนถึงหนังเรื่องนี้ว่า
At the heart of this journey is the murder of James Byrd Jr, and his presence haunts the entire film. This is not an anatomy of his murder, nor the autopsy of a black man lynched by three young white males, but more an evocation of how this event fits in to a landscape and climate as much mental as physical.
How do the trees and the whole natural environment evoke so intensely death, blood and the weight of history? How does the present call up the past? And how does this past, with a mere gesture or a simple regard, haunt and torment you as you wander along an empty cotton field or a dusty country road?
ในช่วง 15 นาทีแรกในหนังสารคดีเรื่อง SUD ผู้ชมจะได้ชมชีวิตประจำวันของคนในภาคใต้ของสหรัฐ ได้เห็นบางคนออกมาตัดหญ้าหน้าโบสถ์ และเห็นคนหลายๆคนทำงานต่างๆของตัวเอง โดยไม่มีบทบรรยายใดๆทั้งสิ้น หลังจากนั้นหนังก็จะค่อยๆนำเสนอเรื่องราวของการสังหาร JAMES BYRD ซึ่งเป็นชายผิวดำในปี 1998 โดยกลุ่ม WHITE SUPREMACISTS โดยที่คนกลุ่มนี้จับเจมส์ เบิร์ดมามัดไว้กับท้ายรถบรรทุก และขับรถลากเขาถูลู่ถูกังไปกับพื้นถนนเรื่อยๆจนเขาถึงแก่ความตาย โดยที่อวัยวะต่างๆจากตัวเขาหล่นอยู่กระจัดกระจายตามท้องถนนตลอดระยะทาง 3 ไมล์ที่เขาถูกลากตัวไป
และเมื่อผู้ชมได้รับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนี้ ความรู้สึกของผู้ชมที่มีต่อ ภาพชีวิตประจำวัน ของผู้คนในเมืองแจสเปอร์ รัฐเท็กซัส ที่ได้เห็นในช่วงต้นเรื่อง ก็จะเปลี่ยนไปในทันที ภาพชีวิตประจำวันที่ดูน่าเบื่อหน่าย ได้กลายเป็นอะไรบางอย่างที่น่าสยดสยองพองขนไปแล้ว
ในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ กล้องของชองตาล แอคเคอร์มานจะพาผู้ชมไปสำรวจดูท้องถนนตลอดระยะทาง 3 ไมล์ที่ร่างกายของชายผิวดำคนนี้เคยถูกลากไป โดยผู้ชมจะรู้สึกเหมือนตัวเองได้สัมผัสกับทุกตารางนิ้วบนถนนมรณะสายนั้น
ภาพท้องถนนที่ว่างเปล่าและยาวนาน คงเป็นภาพที่น่าเบื่ออย่างสุดๆ แต่ในหนังเรื่องนี้นั้น ทุกๆวินาทีที่กล้องลากเราไปบนถนนสายนี้ คือเสียงกรีดร้องของความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
(แปลจากบทวิจารณ์หนังเรื่อง SUD ใน TIME OUT FILM GUIDE) http://www.filmfestivals.com/cannes99/html/quinzaine8.htm
สรุปว่าพรุ่งนี้ดิฉันควรจะไปพบจิตแพทย์ (หล่อๆ) อาจจะเป็นการดีเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆๆ
คุณ Mds แห่งเว็บบอร์ดไบโอสโคป และ http://celinejulie.blogspot.com/
กลับไปอ่านที่คุณแมดเดอลีน เขียนถึง Letter from the Silence ตั้งหลายรอบ อาจเป็นเพราะไม่ค่อยชอบหนังที่ส่งสารการเมืองแบบ ตรงๆ ยังชอบหนังที่แอบๆ ซ่อนประเด็นการเมือง ( แต่ซ่อนแบบให้คนดูเก็ทนะ ) พอหนังมันสื่อมาตรงๆ ก็เลยเฉยๆ ( แต่นี่อาจจะเป็นชั้นเชิงของคุณปราบต์เขา )
คุณ grappa แห่งเว็บบอร์ดไบโอสโคป
เรื่องสุดท้าย จดหมายจากความเงียบ เป็นหนังที่ชอบที่สุดใน set SPOKEN SILENCE
ชอบเพราะรู้สึกว่า ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ ในset เดียวกันพยายามพูดอ้อมๆ พูดเปรียบเปรย หรือทำตลก พูดง่ายๆ ว่าพยายามผสมสิ่งอื่นๆ เข้าไปใน truth
แต่หนังของปราบเป็นหนังเรื่องเดียวที่พูดตรงๆ และสำหรับผมแล้ว สิ่งที่ทรงพลังที่สุดและกล้าหาญที่สุดในสภาวะการเมืองในปัจจุบันก็คือการพูดความจริงกันตรงๆ นี่แหละ
อันที่จริงปราบต์ก็ไม่ได้พูดตรงซะหน่อย สิ่งที่เขาหยิบมาคือจดหมาย 2 ฉบับ แต่สิ่งที่ทำให้คนคิดต่อคือ จดหมาย 2 ฉบับนี้มันสะท้อนอะไร? ปราบต์ไม่ได้พูดถึงแค่ปัญหาของชุมชนหรือการตายของแท็กซี่แค่นั้นแน่ๆ แต่สิ่งที่เหมือนเรื่องเล็กๆ (อย่างน้อยในสภาพรูปธรรม มันก็เป็นเพียงกระดาษไม่กี่แผ่น) กลับสะท้อนภาพใหญ่ของสภาพประชาธิปไตยแบบขาดวิ่นของเราได้
นอกจากนี้ยังคิดว่าปราบต์เลือกจุดวิพากษ์ได้ดี ตอนนี้มันจะหน่อมแน้ม (ติดคำนี้จัง) มากๆ ถ้าเลือกวิพากษ์หรือออกมาล้อทักษิณ (เพื่ออะไร?) ในความคิดของผม สิ่งที่นักทำหนังการเมืองและนักอะไรก็ตามที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะการเมืองน่าจะโพล่งออกมาในงานของตัวเองก็คือ การเรียกร้องสิทธิมนุษยชน และการวิพากษ์สถานะของประชาธิปไตยในประเทศเรา หรือเพียงง่ายๆ ก็คือการบันทึกสภาวะความสับสนของคนที่ไม่อยากได้ทั้งทักษิณและทั้งรัฐประหาร เพียงแค่นั้นก็พอแล้ว (ในจุดนี้ ฉากหนึ่งในช่วงหลังของหนังสารคดีสุภิญญา ของพิมพกา โตวิระ บันทึกไว้ได้ดีมาก - เป็นฉากที่พิมพกาสัมภาษณ์ญาติๆ ของสุภิญญา)
หนังของปราบต์อาจใช้ศิลปะภาพยนตร์น้อยมาก แต่สำหรับเรา ถ้าให้เราเลือก ณ เวลานี้ ระหว่างให้คนไทยได้ดูหนังที่ซ่อนประเด็นทางการเมืองอย่างชาญฉลาดในรูปลักษณ์ของเรื่องเล่าอันคมคาย กับโยนเว็บประชาไท หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ให้คนไทยอ่าน จุดยืนของเราคือ เราเลือกอย่างหลังน่ะ นั่นอาจเป็นสาเหตุให้เราชอบงานของปราบต์มากๆ
ถึงหนังของปราบจะดูเหมือนว่าทำง่ายมาก แต่สำหรับเราแล้ว ทั้งมุมกล้อง ทั้งการเรียงลำดับจดหมาย 2 ฉบับ ทั้งจังหวะการตัดต่อ ทั้งความเงียบ ทุกๆ อย่างในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังมากๆ สำหรับเรา เหมือนจะชมเว่อร์ทั้ง 3 เรื่อง แต่เราชอบมันจริงๆ ก็เลยเชียร์ มันเหมือนว่าปีก่อนเราเจอแค่หนังของจุฬญานนท์ที่เรารู้สึกเชื่อมถึงมันมากๆ แต่ปีนี้ เราดูไปนิดเดียวแต่เจอไปแล้วตั้ง 3 เรื่อง ก็เลยรู้สึกยินดีมากๆ
คุณ vespertine แห่งเว็บบอร์ดไบโอสโคป
edit @ 2007/08/26 21:35:08
edit @ 2007/08/26 21:37:38
edit @ 2007/09/12 22:34:10
edit @ 2007/09/12 22:36:08
edit @ 2007/09/12 22:38:07
edit @ 2007/09/12 22:44:32
edit @ 11 Oct 2007 02:29:03 by prap and chai