2007/Sep/12

 

จากความลักลั่นระหว่างเรื่องราวส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ มาสู่ การสนทนากับเสียงสะท้อนของคนดู

 

 

 

การถ่ายวีดีโอบันทึกภาพการแสดงหรือเรื่องราวบางอย่างที่ตนเองได้สร้างขึ้นมา ถือเป็นงานอดิเรกของผม ที่ในช่วงเวลาหนึ่งปีก็จะหาโอกาสมาทำกิจกรรมดังกล่าวสักหนึ่งครั้ง

 

 

 

สำหรับผมแล้ว กิจกรรมการถ่ายวีดีโอดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญอยู่สองประการ คือ ในด้านหนึ่ง มันมีสถานะคล้ายกับเป็นบทบันทึกประจำปีของผม ที่ถูกขีดเขียนลงในภาพเคลื่อนไหวและเสียงสนทนาซึ่งถูกบันทึกไว้โดยกล้องวีดีโอ ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า บทบันทึกเหล่านี้ย่อมอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ชีวิตและทรรศนะความคิดเห็นส่วนตัวของผมล้วน ๆ

 

 

 

ในอีกด้านหนึ่ง กิจกรรมการถ่ายวีดีโอดังกล่าวก็มีหน้าที่เป็นเครื่องช่วยระบายความอึดอัดใจหลายต่อหลายเรื่องของผมลงไปในม้วนเทป แล้วขว้างมันออกไปยังโลกภายนอก ด้วยความมุ่งหมายสำคัญเพียงเพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง โดยไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ กลับมา

 

 

 

ผมจึงแทบจะมองโลกแต่เพียงด้านเดียวมาตลอดว่า งานวีดีโอเหล่านี้ถือเป็นเพียงเรื่องราวส่วนตัวของตนเอง

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมตัดสินใจส่งงานวีดีโอเหล่านี้เข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์สั้นและวีดีโอของมูลนิธิหนังไทย อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี การตัดสินใจดังกล่าวก็ย่อมนำไปสู่ภาวะบางอย่างที่ผมไม่สามารถจะปฏิเสธได้

 

 

 

นั่นคือ ภาวะของความทับซ้อนย้อนแย้งกันระหว่างบทบันทึกและการระบายอารมณ์ที่เป็นเรื่องราวส่วนตัว กับ งานเทศกาลภาพยนตร์สั้นที่เป็นกิจกรรมสาธารณะ หรืออาจกล่าวได้ว่าภาวะเช่นนี้ ถือเป็นความลักลั่นอีหลักอีเหลื่อระหว่างความเป็นส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะนั่นเอง

 

 

 

ทว่าในทรรศนะของผม เทศกาลภาพยนตร์สั้นที่จัดโดยมูลนิธิหนังไทยก็ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะอยู่พอสมควร

 

 

 

ประการแรก เทศกาลภาพยนตร์สั้นดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมการประกวดภาพยนตร์สั้นและวีดีโอเพียงงานเดียวของประเทศไทย ที่ปราศจากกฎกติกาข้อจำกัดอันหยุมหยิม ทั้งข้อจำกัดอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการทางธุรกิจ ข้อจำกัดซึ่งข้องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เฉพาะของกิจกรรมการประกวดบางงาน รวมถึงข้อจำกัดในเชิงอุดมการณ์ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อมาเสมอว่า พื้นที่สาธารณะดังกล่าวน่าจะพอมีพื้นที่ว่างให้แก่งานวีดีโอส่วนตัวของผมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

 

ประการถัดมา ผมเข้าใจว่า คนดูที่มาชม หนังสั้น ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นนี้ คงมีจำนวนไม่มากนัก อีกทั้งน่าจะเป็นนักดูหนังเฉพาะกลุ่มที่มีความคิดเปิดกว้างอยู่พอสมควร พวกเขาจึงน่าจะยอมรับงานวีดีโอที่เป็นบทบันทึกหรือการระบายอารมณ์ส่วนตัวของผมได้บ้าง ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วย/มีความรู้สึกร่วม หรือ อึดอัดขัดแย้ง กับมันก็ตามที

 

 

 

ดังนั้น ผมจึงส่งงานวีดีโอของตนเองเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นและวีดีโอของมูลนิธิหนังไทยเป็นประจำ อย่างไม่ได้วิตกกังวลหรือนึกถึงผลของการเผชิญหน้ากันระหว่างความเป็นส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะสักเท่าใดนัก

 

 

 

ขณะเดียวกัน แม้จะตระหนักถึงคนดู แต่ผมก็ไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่า จะมีคนดูแม้เพียงสักหนึ่งคนที่ให้ความสนใจกับงานวีดีโอของตนเองและแสดงความคิดเห็นสนทนาโต้ตอบกับมันอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

 

 

จนกระทั่งเมื่อประมาณปีที่แล้วนี่เอง ที่ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้รับรู้ว่า งานวีดีโอของตนเองตกอยู่ในความสนใจของคนดูจำนวนหนึ่ง 

 

 

 

ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ หลังจากงานวีดีโอเรื่องล่าสุดของตนเองอย่าง ความลักลั่นของงานรื่นเริง มีโอกาสได้ออกฉายในพื้นที่สาธารณะที่จัดโดยมูลนิธิหนังไทยเป็นจำนวน 2 ครั้ง และนำมาซึ่งเสียงสะท้อนกลับจากคนดูจำนวนมากอย่างที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน

 

 

 

นั่นทำให้ผมได้ตระหนักว่า งานวีดีโอของตนเองไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเรื่องราวส่วนตัวอีกต่อไป หากแต่มันยังได้ถูกพิจารณาอย่างถ้วนถี่จากสาธารณชนที่เข้าร่วมเป็นผู้ชมของเทศกาลภาพยนตร์สั้น

 

 

 

ผมจึงเห็นว่า มันคงจะน่าสนใจไม่น้อย หากคนที่สร้างงานวีดีโอจากประสบการณ์และทรรศนะส่วนตัวอย่างผม จะมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสาธารณชนหรือคนดูเหล่านั้น ผ่านงานเขียนชิ้นหนึ่งของตนเอง

 

 

 

สำหรับคนสร้างงานวีดีโออย่างผม งานเขียนชิ้นนี้คงไม่ได้มีสถานะเป็นคำอธิบายหรือข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อความคิดเห็นต่าง ๆ ที่คนดูมีต่อ ความลักลั่นของงานรื่นเริง เพราะผมเชื่อว่า คนดูทั้งหลายย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะตีความงานวีดีโอของผมตามประสบการณ์และความเชื่อส่วนบุคคลของพวกเธอและเขาแต่ละคน

 

 

 

แต่งานเขียนชิ้นนี้คงมีสถานะเป็นเพียงบทบันทึกอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นเคียงคู่กับบทบันทึกใน ความลักลั่นของงานรื่นเริง หรือไม่ก็เป็นเพียงบทสนทนาที่ต่อยอดมาจากงานวีดีโอที่อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาของตัวละครชิ้นนั้น ซึ่งถูกเขียนขึ้นเพื่อนำมาสนทนากับบรรดาคนดูอีกต่อหนึ่ง

 

 

 

บทสนทนาที่จะสะท้อนกลับมาจากคนดู/คนอ่าน จึงถือเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับงานเขียนชิ้นนี้ เช่นเดียวกันกับ จุดกำเนิดของมัน ซึ่งมีที่มาจากความคิดเห็น/บทสนทนาโต้ตอบกันของคนดูจำนวนหนึ่ง ภายหลังจากที่พวกเขามีโอกาสได้ดูงานวีดีโอเรื่อง ความลักลั่นของงานรื่นเริง

 

 

 

 

 

 

 

ปราปต์ บุนปาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 11 Oct 2007 02:29:50 by prap and chai

edit @ 11 Oct 2007 02:30:43 by prap and chai

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เข้ามาลงชื่อว่าอ่านแล้วค่ะ และจะรออ่านตอนต่อๆไปค่ะ

รู้สึกประทับใจกับหนังสองเรื่องหลังของคุณปราปต์มากเป็นพิเศษ สาเหตุส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะว่า

1.มันมีอารมณ์ที่รุนแรงมากอยู่ในหนังสองเรื่องหลังนี้ LETTER FROM THE SILENCE นำเสนอจดหมายสองฉบับที่ทั้งสองฉบับเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงมากๆ ส่วน THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ก็มีผีที่อารมณ์รุนแรงเหมือนกัน

2.รู้สึกว่าหนังสองเรื่องหลังนี้มันเป็นการสะท้อนเสียงของผู้ถูกกดขี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับการเสนอในวงการภาพยนตร์ไทยสักเท่าไหร่
#1  by  MdS (58.10.102.54) At 2007-09-14 23:15, 
ขอบคุณ คุณ Mds มาก ๆ ครับ ที่กรุณาติดตามอ่าน

จะเร่งเขียนตอนต่อ ๆ ไป ออกมาในเร็ว ๆ นี้ครับ
#2  by  prap and chai At 2007-09-16 13:54, 
เข้ามาลงชื่ออ่านเช่นกันครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยถนัดนัก แต่สาเหตุหนึ่งที่ผมชอบที่จะดูงานของคุณปราปต์ และคุณชาย ก็เพราะระหว่างการดูหนังของพวกคุณ ผมรู้สึกเหมือนการได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ "การเมือง" ในมุมมองและทัศนคติของคนทำหนัง ถึงแม้ในบางครั้งอาจจะไม่เข้าใจมันทั้งหมด แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่หนังของพวกคุณ.....ทำให้ผมหันมาสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้น

รออ่านตอนไปน่ะครับ
#3  by  ennisdelmar At 2007-09-19 14:18, 

<< Home


ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile