ทันทีที่หนังเรื่องหนึ่งถูกฉายต่อสายตาของผู้ชม บทบาทของคนทำหนังก็ถือว่าจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ และหลังจากนั้น หนังจะมีชีวิตของมันเองในการทำหน้าที่ถ่ายทอดสารที่คนทำหนังต้องการสื่อแก่ผู้ที่ได้ชม
อย่างไรก็ตาม ตัวหนังเองอาจกำหนดการรับรู้ความหมายของคนดูได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะถึงที่สุดแล้ว คนดูหนังแต่ละคนย่อมเป็นผู้อ่านความหมายและตีความเนื้อหาของหนังตามความเข้าใจของตนเองได้อย่างอิสระ
ผู้ชมแต่ละคนจึงอาจมีทรรศนะและความเข้าใจต่อหนังเรื่องเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันไป ทั้งในแง่ของมุมมองต่อประเด็นและความหมายที่ปรากฏในท้องเรื่อง และในแง่ของรูปแบบการเล่าเรื่อง การนำเสนอ ไปจนถึงคุณภาพของกระบวนการผลิตหนังเรื่องนั้น
หากกล่าวถึงหนังที่มีนัยทางการเมืองแล้ว การที่หนังเรื่องหนึ่งสามารถส่งผลที่นำไปสู่การทักทอความหมายและความเข้าใจที่หลากหลายแง่มุมในหมู่คนดูได้นั้น ย่อมต้องถือเป็นความแหลมคมของหนังและคนทำหนังเรื่องนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
มุมมองในประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏให้เห็นในบทสนทนาระหว่างผู้ชมกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ได้ชมหนังสั้นเรื่อง ความลักลั่นของงานรื่นเริง ของปราปต์ บุนปาน นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเสียงตอบกลับที่สะท้อนถึงผลของหนังการเมืองเรื่องหนึ่งที่มีต่อผู้ชม
บทสนทนาที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากหนังเรื่องนี้ได้ถูกฉายไป เป็นเหมือนภาพสะท้อนถึงพลังของหนัง ที่สามารถทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ขึ้นระหว่างตัวตนของคนดูกับเนื้อหาสาระของหนัง เพราะสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำก็คือ การเข้าไปปะทะ เขย่า สั่นคลอนตัวตนและความรู้สึกนึกคิดของคนดู และทำให้ตัวตนของคนดูเผยแสดงออกมา
ในมุมมองของคนทำหนังมือสมัครเล่นคนหนึ่ง ผมมองว่า หนังที่มีพลังทางการเมืองก็คือ หนังที่ทำให้การดูหนังไม่ใช่เพียงแค่ดูตัวเรื่องในหนัง แต่การดูหนังทำให้เราเห็นตัวตนของคนดู ผ่านการประลองการให้ความหมายและการตีความจากความรู้สึกนึกคิด จุดยืน และทรรศนะที่แตกต่างกันไป
ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่ ความลักลั่นของงานรื่นเริง ได้ทำ ไม่ใช่แค่การสร้างบทสนทนาในกลุ่มผู้ชมด้วยกันเท่านั้น หากยังได้สร้างพื้นที่ของการสนทนาระหว่างผู้ชมกับคนทำหนังให้เกิดขึ้นอีกด้วย
แน่นอนว่า การร่วมวงสนทนาของคนทำหนังในที่นี้ อันที่จริงแล้วไม่ใช่การพูดถึงหนังในฐานะคนทำหนัง ที่จะมาอ้างการสิทธิในการผูกขาดความหมายของหนัง เพราะดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุที่คนทำหนังแม้จะเป็นผู้ให้กำเนิดหนัง แต่ทันทีที่หนังคลอดสู่สายตาผู้ชม บทบาทของคนทำหนังก็ถือว่าสิ้นสุดลง
การร่วมวงสนทนาเพื่อพูดถึงหนังของคนทำหนัง ถึงที่สุดแล้วจึงเป็นได้แค่เพียงการพูดถึงหนังในฐานะของคนดูหนังคนหนึ่ง ในเวลาหลังจากที่หนังได้ถูกฉายออกไป ซึ่งมุมมอง ทรรศนะ และความหมายที่มีต่อหนังนั้น ไม่ได้ถูกต้องกว่า เป็นจริงกว่า หรือมีน้ำหนักเหนือกว่ามุมมองและทรรศนะของคนดูหนังคนอื่น ๆ แต่อย่างใด หรือสิ่งที่ทำได้มากที่สุดก็อาจเป็นการพูดถึงความรู้สึกนึกคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำหนังเรื่องนั้น
เพราะหนังย่อมมีชีวิตของมันเอง พร้อม ๆ กับการตายจากไปของบทบาทคนทำหนัง และการเกิดขึ้นของเสียงสะท้อนในหมู่ผู้ชม
ชาย ไชยชิต