2007/Oct/11

ความลักลั่นของ ความเป็นหนังสั้น 

 

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะใช้เป็นบทเริ่มต้นในการสนทนาครั้งนี้ ก็คือ ประเด็นเรื่องนิยามความหมายของ หนังสั้นตามความคิดของผม 

เพราะผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ความหมายของ หนังสั้นตามความเข้าใจของตนเองนั้น มันสอดคล้องลงรอยกันกับความเข้าใจของ คนทำหนังสั้นหรือ คนดูหนังสั้นคนอื่น ๆ หรือไม่? หรือว่า ในท้ายที่สุดแล้ว นิยามของ หนังสั้นในยุคที่คนจำนวนมากพอสมควรมีกำลังทรัพย์และศักยภาพพอที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่าง กล้องวีดีโอ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ได้อย่างง่ายดาย จะมีความหมายที่ลื่นไหลหลากหลายมากยิ่งขึ้น จนยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมีอำนาจอันสูงส่งเด็ดขาดในการยึดกุมนิยามความหมายดังกล่าวได้ 

ด้วยความไม่แน่ใจดังกล่าว ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมาในระยะเวลาหลัง ๆ ผมจึงไม่กล้าแม้แต่จะเรียกงานวีดีโอของตนเองว่าเป็น หนังสั้นเสียด้วยซ้ำไป ได้แต่เรียกมันอย่างคลุมเครือว่าเป็น งานวีดีโอ อันหมายถึง งานภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายทำด้วยกล้องวีดีโอขนาดพกพาอย่างง่าย ๆ หรือ งานภาพเคลื่อนไหวที่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางโฮมวีดีโอ แต่ไม่ได้หมายถึง งานวีดีโออาร์ต แต่อย่างใด  

สิ่งที่ดำเนินมาควบคู่กันและไม่อาจแยกขาดจากความไม่แน่ใจในเรื่องนิยามความหมายของ หนังสั้นก็คือ ผมไม่แน่ใจนักว่า งานวีดีโอของตนเองนั้นแตกต่างไปจาก หนังสั้นของ คนทำหนังสั้นคนอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไร? ซึ่งความไม่แน่ใจประการหลังนี้ ก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์การดู หนังสั้นอันน้อยนิดของผมนั่นเอง  

ดังนั้น สิ่งที่ผมพอจะมีความสามารถทำได้ในที่นี้ จึงได้แก่ การพยายามทำความเข้าใจว่า ตัวผมเองนั้นมองงานวีดีโอของตนเองว่ามีความหมายอย่างไร ผ่านการพยายามประมวลลักษณะเฉพาะบางประการของงานวีดีโอของตนเอง 

ากเนื้อหาในตอนแรก ผู้อ่านคงพอจะทราบได้ว่า สำหรับผมแล้ว งานวีดีโอที่ตนเองทำลงไป มีหน้าที่สำคัญอยู่สองประการ คือ เป็นบทบันทึกประจำปี และ เป็นเครื่องช่วยระบายความอัดอั้นตันใจบางอย่าง  

เมื่อกำหนดให้งานวีดีโอของตนเองมีหน้าที่เช่นนั้น ผมจึงไม่เคยคาดหวังตลอดมาว่า งานวีดีโอของตนเองจะต้องมีความหมายในฐานะที่เป็น หนังสั้นที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องอันแยบยล แนบเนียน และงดงาม ดังที่ หนังสั้น ที่อยู่ในระดับมาตรฐานทั่ว ๆ ไปเรื่องหนึ่งพึงจะมี และหากแม้ผมจะพยายามทำงานวีดีโอของตนเองให้มีรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะนั้น ผมก็เชื่อว่าตนเองคงจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ไม่ดีนัก ซึ่งผมจะกล่าวถึงประเด็นนี้ต่อไปในภายหน้า 

ขณะที่เนื้อหาสำคัญที่ผมต้องการกล่าวถึง ณ จุดนี้ ก็จะเริ่มต้นจาก ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อการสร้างงานวีดีโอของผม คือ ในมุมมองของผมนั้น กล้องวีดีโอนั้นมีความหมายหรือสถานะเป็นอะไรได้บ้าง? 

แน่นอนว่า หน้าที่หลักอันสำคัญยิ่งของกล้องวีดีโอก็คือ การทำหน้าที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ซึ่งคนทำหนัง คนดูหนัง ตลอดจนคนที่ไม่สนใจหนังจำนวนหนึ่ง ก็น่าจะทราบถึงหน้าที่ดังกล่าวของกล้องวีดีโอได้เป็นอย่างดี 

อย่างไรก็ตาม ผมกลับมีความเห็นว่า กล้องวีดีโอน่าจะทำหน้าที่อย่างอื่นได้อีก นอกจากหน้าที่หลักอันมีความสำคัญดังกล่าว ดังนั้น ผมจึงพยามยามทดลองนำกล้องวีดีโอไปใช้ทำหน้าที่อื่น ๆ บางอย่าง ซึ่งแม้จะแลดูผิดฝาผิดตัวไปบ้าง ทว่ามันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจพอสมควร ต่อความคาดหวังที่ตั้งไว้ไม่สูงนักของผม 

สำหรับหลาย ๆ คน เมื่อกล้องวีดีโอมีหน้าที่หลักสำคัญเป็นเครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว พวกเขาจึงเห็นว่า ไวยากรณ์หลักที่ถูกใช้สื่อสารผ่านกล้องวีดีโอน่าจะเป็นภาษาภาพ ซึ่งมีความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง ที่อยู่นอกเหนือไปจากความสามารถของภาษาพูด และ ภาษาเขียน ซึ่งอย่างหลังถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ 

หากพิจารณาจากมุมมองกล่าวแล้ว ไวยากรณ์หลักของงานภาพเคลื่อนไหวที่ถูกถ่ายทอดผ่านกล้องวีดีโอ จึงกลายเป็นภาษาภาพที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือภาษาพูด และอยู่นอกเหนือ/ก้าวพ้นไปจากขอบเขตของภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือโดยปริยาย 

ทว่า ในมุมมองของผม ภาษาเขียนอย่างตัวหนังสือไม่ได้มีสถานะเป็น สิ่งอื่นที่แปลกแยกไปจากโลกของภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกโดยกล้องวีดีโอ แล้วถ่ายทอดลงไปในจอภาพหลากหลายชนิดเบื้องหน้าคนดูจำนวนมาก 

เพราะหากพิจารณาจากวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของ คนชั้นกลางจำนวนมากในเมืองใหญ่แล้ว (ซึ่ง คนทำหนังสั้นแทบทั้งหมด ก็น่าจะถูกจัดอยู่ในคนกลุ่มนี้) สัดส่วนในการอ่านภาษาเขียนที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าปัดโทรศัพท์มือถือของพวกเขาก็น่าจะสูงใกล้เคียง (หรืออาจจะมากกว่า) กับสัดส่วนในการอ่านภาษาเขียนที่ปรากฏอยู่ตามหน้ากระดาษ 

โดยการดำรงอยู่ของภาษาเขียนในจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าปัดโทรศัพท์มือถือเหล่านั้น ก็ดำเนินควบคู่ไปกับการดำรงอยู่ของภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งจำนวนมากมายมหาศาล 

นี่ยังไม่ต้องพิจารณาถึงบรรยากาศการเรียนการสอนหนังสือจำนวนมากในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยยุคปัจจุบัน ที่ผู้เรียนมักจะต้องเผชิญหน้ากับตัวหนังสือหรือภาษาเขียนอันเป็นหัวข้อหลัก ๆ ของคำบรรยายของผู้สอนที่ถูกเรียบเรียงตามระบบระเบียบของโปรแกรม power point และปรากฏอยู่ในจอภาพหน้าห้องเรียน ผ่านการฉายของเครื่องโปรเจคเตอร์ เรื่อยไปจนถึง การเผชิญหน้ากับประเด็นย่อ ๆ ของคำบรรยายของผู้สอน ตลอดจนข้อความสำคัญในงานเขียนของนักวิชาการต่างประเทศ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวกลางอย่างเครื่องฉายแผ่นใส 

ดังนั้น มันคงไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดเกินเลยไปนัก หากผมจะพยายามทดลองให้ คนดูหนังสั้น” (ซึ่งก็คงเป็นคนกลุ่มหนึ่งในบรรดา คนชั้นกลางเช่นกัน) ได้มีโอกาสอ่านภาษาเขียน/งานเขียนที่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งปรากฏอยู่จอภาพยนตร์/จอภาพขนาดใหญ่ ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างนิ่งสงบ 

ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว หากพิจารณาจากประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง ที่มีความเป็นอยู่สุขสบายและเติบโตมาในกรุงเทพมหานครตลอดชีวิต อีกทั้งยังใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโลกของสถาบันการศึกษาและมีโอกาสสัมผัสกับโลกต่างจังหวัดหรือโลกของผู้คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างแตกต่างไปจากตนเอง บ้างเป็นครั้งคราวผ่านการท่องเที่ยวอย่างผิวเผิน  ผมก็คงมิอาจจะปฏิเสธได้เลยว่า กรอบการมองโลกของตนเองนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการอ่านหนังสือเป็นหลัก 

เมื่อการทำหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือหนังเล็ก หนังสั้นหรือหนังยาว ล้วนต้องอิงแอบอยู่กับกรอบการมองโลกและประสบการณ์เฉพาะตัวของคนสร้างหนังแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ มันจึงน่าจะตรงไปตรงมาดี หากผมจะทดลองนำองค์ประกอบสำคัญ/พื้นฐานหลักในการมองโลกของตนเอง อย่างภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือ มาใส่ไว้ในงานวีดีโอ เพื่อประกาศให้คนดูได้รับรู้ถึง พื้นฐานหลักในการมองโลกของตัวผมเอง 

ขณะเดียวกัน มีหลายต่อหลายครั้ง ที่ผมพยายามจะถ่ายทอดความคิดบางอย่าง ซึ่งตนเองได้รับมาจากการอ่านงานเขียนจำนวนหนึ่ง ลงไปในงานวีดีโอผ่านกลวิธีการใช้ภาษาภาพ แต่ด้วยความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด ผมจึงไม่สามารถจะดัดแปลงความคิดที่ถูกเรียบเรียงอยู่ในโลกของตัวหนังสือ ให้ไปโลดแล่นในรูปแบบของภาษาภาพได้ ด้วยเหตุนี้ การถ่ายทอดงานเขียนชิ้นนั้น ๆ ผ่านงานวีดีโอของตนเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด จึงน่าจะถือเป็นทางออกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับปัญหาดังกล่าว  

แต่คงต้องยอมรับว่า ผู้คนที่หล่อหลอมกรอบการมองโลกของตนเองจากการอ่านหนังสือนั้น ถือเป็นคนส่วนน้อย เพราะในแง่หนึ่งแล้ว หนังสือก็ถือเป็นสินค้าหรูหราราคาแพงที่ไม่มีความจำเป็น/มีความฟุ่มเฟือยต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสังคม และวิถีชีวิตแบบอื่น ๆ ของผู้คนอีกมากมาย ก็สามารถหล่อหลอมวิถีการมองโลกของพวกเขาได้เช่นกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาหนังสือแต่อย่างใด 

ดังนั้น การเลือกนำภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือมาใส่ไว้ในงานวีดีโอของตนเอง จึงน่าจะถือเป็นข้อจำกัดในการสื่อสารกับคนดูจำนวนมากไปโดยปริยาย ทว่ามันก็คงเป็นวิถีทางที่หลีกเลี่ยงได้ยากพอสมควร ในเมื่อภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือนั้นถือเป็นพื้นฐานสำคัญซึ่งถูกบ่มเพาะมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในวิถีการมองโลกของผม 

นอกจากนี้ กล้องวีดีโอยังมีสถานะเป็นเครื่องมือบางอย่างที่มีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับผม แม้ว่าผู้คนจำนวนมาก อาจจะไม่ใช้มันทำงานในหน้าที่ดังกล่าวก็ตามที 

ผมมีบุคลิกส่วนตัวที่ค่อนข้างขี้อาย เก็บตัว และไม่ค่อยพูดจากับคนที่ไม่สนิทสนมด้วยมากนัก หรือแม้แต่กับคนใกล้ตัวหรือคนสนิทที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง ผมก็เลือกที่จะไม่พูดจากับพวกเขาในประเด็นนั้น ๆ แต่เลือกที่จะฟังคำสนทนาหรือคำพูดของพวกเขาแล้วโต้เถียงอย่างเงียบ ๆ อยู่ในใจ มากกว่าจะพูดจาออกไป จนอาจก่อให้เกิดการถกเถียง การทะเลาะเบาะแว้ง และความขุ่นเคืองใจตามมา 

ด้วยบุคลิกส่วนตัวดังกล่าว ส่งผลให้ผมไม่ค่อยสบสายตา/สื่อสารทางสายตากับคนแปลกหน้าและคนที่ตนเองไม่ต้องการจะมองหน้ามากนัก 

ดังนั้น นอกจากการอ่านหนังสือ (และอาจรวมถึงการฟังเพลง ดูหนัง ดูละคร แล้ว) ผมจึงมีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกหรือผู้คนจำนวนมาก ผ่านการฟังเสียงสนทนาหรือเสียงพูดของพวกเขาเหล่านั้นเป็นหลัก 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมาทดลองมองโลกผ่านกล้องวีดีโอ งานวีดีโอหรืองานภาพเคลื่อนไหวของผมจึงเต็มไปด้วยบทสนทนาจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งบทสนทนาที่เคยผ่านเข้ามาในประสบการณ์ส่วนตัวของผม หรือเป็นบทสนทนาที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่จะสนทนากับความคิดของตนเอง ไปจนกระทั่งถึงเป็นบทสนทนาที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อสนทนากับบรรดาคนดูหรือสังคมโดยรวม ขณะที่งานทางด้านภาพที่ปรากฏเคียงคู่กันกับบทสนทนากลับดูไม่โดดเด่นหรือหวือหวานัก และอาจถูกกลบทับโดยบทสนทนาจำนวนมากมายเหล่านั้นด้วยซ้ำไป 

(เมื่อมีอุปนิสัยส่วนตัวซึ่งเน้นหนักไปที่บทบาทความเป็นผู้ฟัง สำหรับผมแล้ว กล้องวีดีโอจึงสามารถทำหน้าที่อีกประการหนึ่งได้เป็นอย่างดี นั่นคือ มันเป็นเครื่องบันทึกเสียงที่มีคุณภาพดีพอสมควร จนมีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการบันทึกเสียงด้วยเครื่องบันทึกเสียงแบบเทปคาสเส็ตต์กับเครื่องบันทึกเสียงแบบดิจิตอลขนาดพกพาในปัจจุบัน ที่ผมเลือกใช้กล้องวีดีโอมาบันทึกเสียงสนทนาหรือเสียงพูดของผู้คนจำนวนหนึ่ง โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับภาพที่กำลังถูกกล้องวีดีโอบันทึกไว้แต่อย่างใด)  

จากการมอง/การให้ความหมายต่อกล้องวีดีโอเช่นนี้นี่เอง งานวีดีโอของผมจึงให้ความสำคัญหรือมอบบทบาทสำคัญให้แก่งานเขียน/ภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือและบทสนทนา/ภาษาพูดของตัวละคร อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษาภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในงานวีดีโอของตนเอง 

นอกจากการให้ความหมายต่อกล้องวีดีโอแล้ว ความหมายของภาพเคลื่อนไหวทั้งหลายที่ถูกผมบันทึกไว้ในกล้องวีดีโอก็ถือเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญสำหรับการสร้างงานวีดีโอของผม 

ดังที่ได้กล่าวย้ำมาตลอดว่า สำหรับผมแล้ว งานวีดีโอมีสถานะเป็นคล้ายกับบทบันทึกประจำปีของตนเอง ทั้งทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวส่วนตัวบางด้าน บันทึกโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีตามมุมมองของตนเอง และบันทึก/ระบายความอึดอัดใจบางอย่างลงไปในงานภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้น 

แม้จะมีพื้นฐานมาจากบทบันทึกส่วนตัว แต่ผมก็คงไม่สามารถจะกล่าวอ้างยืนยันได้ว่า ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงในงานวีดีโอของตนเองนั้นเป็น "ความจริงสัมบูรณ์สูงสุด/ความจริงแท้" หรือ มี "ความสมจริง" เพราะอย่างน้อย ภาพ และ เสียง/ภาษา ที่ปรากฏอยู่ในงานวีดีโอเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวของผมเอง หรือ การมองโลกจากประสบการณ์เฉพาะตัวของผม ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่กล้าหาญหรือทะนงตนพอจะกล่าวอ้างได้ว่า สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาจากการมองโลกในมุมมองของตนเองนั้นเป็น "ความจริงแท้สูงสุด"  

นี่ยังไม่รวมถึงพื้นฐานสำคัญของหนังหรือภาพยนตร์ที่ว่า "หนัง" ไม่ได้มีสถานะเป็น "ความจริง" ในตัวของมันเองอยู่แล้ว 

จากเหตุผลหรือความเชื่อเช่นนี้ ผมจึงไม่กล้าหาญพอที่จะทำให้งานวีดีโอของตนเองมีความ "สมจริง" ตลอดจน "ความเป็นธรรมชาติ" ใด ๆ ทั้งสิ้น 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงค่อนข้างพอใจอยู่ไม่น้อยกับการปล่อยปละละเลยให้งานวีดีโอของตนเองมีสภาพเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปด้วยความหลอกลวง เหลวไหล ไม่สมจริง อย่างเห็นได้ชัด ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ตะกุกตะกักไม่ต่อเนื่อง การดำเนินเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ตลอดจน การแสดงที่หลายคนมองว่า “ไม่สมจริง” เช่น มีหลายต่อหลายครั้งที่นักแสดงในงานวีดีโอหลายชิ้นของผมถึงกับอ่านบทไปแสดงไปต่อหน้ากล้องอย่างชัดเจน 

ผมพบและตระหนักถึง “ความบกพร่อง” เหล่านี้ตลอดมา ทั้งในขณะถ่ายทำ หรือ ขณะตัดต่อ แต่ด้วยจุดยืนของผมที่เชื่อว่า หนังนั้นไม่มี “ความสมจริง” ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ประกอบกับ ผมก็ไม่กล้าหาญหรืออหังการพอที่จะกล่าวอ้างว่างานวีดีโอของตนเอง (ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการเพียงแค่จะบันทึกหรือระบายเรื่องราวบางเรื่องในแต่ละปีผ่านการมองโลกของตนเองลงไปบนภาพเคลื่อนไหวที่เปรียบได้กับภาพสเก็ตช์หยาบ ๆ ที่ใช้เวลาในการถ่ายทำและตัดต่อไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ต่อหนึ่งปี) ได้แสดงออกถึง “ความแท้จริง” ใด ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า มันมีความสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย ที่จะปล่อยปละละเลยให้ความแปลกปลอมหลอกลวงไม่สมจริงเหล่านี้ได้ดำเนินไปอย่างเด่นชัดในงานวีดีโอของตนเอง 

และยิ่งเมื่อคนดูได้ตระหนักถึง “ความไม่จริง” หรือ “ความปลอม” ดังกล่าว มากเท่าไหร่ ผมในฐานะคนสร้างงานวีดีโอ ก็ยิ่งจะมีความสุข ความพอใจ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  

อย่างไรก็ตาม  ผมคงต้องขอเรียกร้องความเห็นใจจากคนดูจำนวนหนึ่งที่พร่ำบ่นถึงการแสดงอัน “ไม่เป็นธรรมชาติ” ของนักแสดงในงานวีดีโอของผม สักเล็กน้อย 

เพราะสิ่งที่เราพึงจะต้องตระหนักก็คือ แท้จริงแล้ว ภาษา อากัปกิริยา ท่าทาง รวมถึงการแสดง ล้วนมีสถานะเป็นเพียง “ธรรมชาติที่สอง” หรือเป็น “วัฒนธรรม” “ประเพณี” ที่ถูกสร้าง/ประดิษฐ์ขึ้นโดยมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเหล่านั้นได้ถูกอบรมบ่มเพาะลงในจิตสำนึกและวิถีปฏิบัติการของชีวิตมนุษย์อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนสถานะของ “สิ่งประดิษฐ์” เหล่านี้ ได้กลายเป็น “สิ่งที่เป็นดังราวกับธรรมชาติ” ของมนุษย์แต่ละกลุ่มไปในที่สุด  

ดังนั้น “ธรรมชาติที่สอง” ดังกล่าวเหล่านั้น จึงน่าจะมีความแตกต่างกันไปตามความหลากหลายของมนุษย์ในสังคมหรือในโลก 

มันจึงไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่กระมังครับ หากเราจะไปตัดสินว่า การแสดงของนักแสดงกลุ่มหนึ่งนั้น “ไม่เป็นธรรมชาติ” หรือ “ขัดธรรมชาติ” เนื่องจากการแสดงดังกล่าวอาจดำเนินไปตามวิถีแห่ง “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างไปจาก “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์กลุ่มอื่น ๆ หรือ หากการแสดงเหล่านั้นจะ “ไม่เป็นธรรมชาติ” หรือ “ขัดธรรมชาติ” จริง มันก็คงจะขัดกับ “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น ไม่ได้ขัดกับ “ธรรมชาติที่แท้จริง” แต่อย่างใด 

ซึ่งเมื่อพิจารณา “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ผ่านชุดความหมายหรือชุดคำอธิบายที่ผมมีให้ต่องานวีดีโอของตนเองแล้ว ผมก็พบข้อบกพร่องบางจุดของงานวีดีโอชิ้นนี้ 

ข้อผิดพลาดสำคัญมากประการหนึ่งของ “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ก็คือ ผมมีความพยายามจะสร้างให้งานวีดีโอชิ้นนี้มีความเป็น “หนังเล่าเรื่อง” ตามรูปแบบมาตรฐานทั่ว ๆ ไปมากเกินไป  

ผมคิดว่า เมื่อจุดยืนหนึ่งในการสร้างงานวีดีโอของผมคือ การพยายามไม่กล่าวอ้างถึง “ความจริงแท้” ใด ๆ ผ่านงานวีดีโอที่ถูกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวของตนเอง ดังนั้น หากผมผสานการพยายามไม่นำเสนอ “ความจริงแท้” ดังกล่าว เข้ากับงานวีดีโอที่เล่าเรื่องราวเฉพาะตัวของตนเองอย่างชัดเจน โดยมีตัวผมเองร่วมเป็นผู้ดำเนินเรื่อง/ตัวละครในงานวีดีโอชิ้นนั้นด้วย จนงานวีดีโอชิ้นนั้น ๆ มีความโน้มเอียงไปสู่ความเป็นหนังสารคดีส่วนบุคคล แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นก็ตาม เช่น ในกรณีของ “ หนังผี’: 16 ปี แห่งความหลัง ผมก็คงจะสามารถยืนยันถึงความคิด/ความหมายพื้นฐานในการสร้างงานวีดีโอของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน งานวีดีโอเช่นนั้นก็คงจะมีระยะห่างจาก ความจริงทั่ว ๆ ไป ที่คนดูจำนวนมากครอบครองอยู่/มีประสบการณ์/มองเห็น/ยืนยันร่วมกันพอสมควร (ทั้งนี้ ความจริงทั่ว ๆ ไป ดังกล่าว อาจถูกสร้างขึ้นและขัดแย้งกับ ความจริงแท้ อย่างยิ่งก็เป็นได้ แต่เมื่อคนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันยอมรับมัน ความจริงทั่ว ๆ ไป ดังกล่าว ก็แทบจะมีสถานะกลายเป็น ความจริงแท้ ในที่สุด) จนไม่เป็นการสะดวกนักหากพวกเขาจะพยายามมาประเมินว่า งานภาพเคลื่อนไหวที่พวกเขาได้ดูมีความ สมจริง สมเหตุสมผล หรือ เป็นธรรมชาติ เพียงไร 

ทว่า เมื่อผมพยายามจะสร้างงานวีดีโอของตนเองให้มีความเป็น หนังเล่าเรื่อง ตามรูปแบบมาตรฐานทั่วไป ที่มีตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนหนึ่งโลดแล่นอยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกสมมุติ/สร้างขึ้นและดำเนินไปตามบทภาพยนตร์ที่เขียนตามสูตรอยู่พอสมควร หรืออาจกล่าวได้ว่า ผมพยายามจะผลักดันงานวีดีโอของตนเองให้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้กับ ความจริงทั่ว ๆ ไป ที่ผู้คน/คนดูจำนวนมากรู้สึกคุ้นเคย ปัญหาบางประการจึงเกิดขึ้นกับพื้นฐานความคิดในการสร้างงานวีดีโอของผมเอง 

กล่าวคือ จากการผสมผสานระหว่างประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวที่ไม่อาจกล่าวอ้างถึง ความจริงสูงสุด ใด ๆ ได้ กับ งานวีดีโอที่นำเสนอหรือเล่าเรื่องราวเฉพาะตัวของผมเองซึ่งตัดขาดออกจาก ความจริงทั่ว ๆ ไป ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดได้  ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพ ความจริง ขึ้นมาชุดหนึ่ง ตามการมองโลกของผม ที่ดำรงอยู่ท่ามกลาง ความจริง อีกหลายต่อหลายชุดในสังคม ในหนังอย่าง หนังผีฯ  

การตัดสินใจทดลองทำอะไรบางอย่างใน ความลักลั่นฯ ก็ได้หันเหงานวีดีโอของผมให้เดินทางไปสู่ การผสมผสานกันระหว่างประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวที่ไม่สามารถกล่าวอ้างถึง ความจริงสูงสุด ใด ๆ ได้ กับ งานวีดีโอที่พยายามจะเป็นหนังเล่าเรื่องตามแบบมาตรฐานที่มีพื้นฐานอยู่บน ความไม่จริง อีกทั้งผมในฐานะผู้สร้าง ก็มีความพยายามจะทำให้มันมี ความไม่สมจริง อย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกัน หนังเล่าเรื่องตามรูปแบบมาตรฐานเช่นนี้ก็มีความผูกพันเป็นอย่างยิ่งกับ ความจริงทั่ว ๆ ไป (ซึ่งอาจจะ ไม่จริง ก็ได้) ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับมันได้อย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาจึงก่อให้เกิดเป็น งานภาพเคลื่อนไหวที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของ ความไม่จริง ทว่าในทางกลับกัน มันก็ความพยายามอยู่ไม่น้อยที่จะมีสถานะเป็น ความจริงทั่ว ๆ ไป ที่ใกล้ชิดกับผู้คน/คนดูจำนวนมาก 

นี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ คนดูจำนวนไม่น้อยพยายามเข้าไปประเมินค่า ความไม่สมจริง หรือ ความจริงชุดอื่น ๆ ที่ดำรงอยู่เต็มไปหมดภายในรูปแบบของ ความจริงทั่ว ๆ ไป ที่ห่อหุ้ม ความลักลั่นของงานรื่นเริง ไว้ และนี่ก็ถือเป็น ความลักลั่น สำคัญที่เกิดขึ้นในกระบวนการสร้างงานวีดีโอเรื่องนี้ 

ดังนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดูที่อาจมองโลกและมีประสบการณ์เฉพาะตัวอันแตกต่างกันกับผม จนนำไปสู่การมองเห็น ความจริง คนละชุดกัน และที่อาจรู้สึกขัดใจอย่างยิ่งกับ ความไม่สมจริง หรือ ความเป็นธรรมชาติ ในงานวีดีโอที่มีลักษณะโน้มเอียงมาเป็นหนังเล่าเรื่องตามรูปแบบมาตรฐานทั่ว ๆ ไปของผม จึงถือเป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับฟังแต่โดยดี 

ไม่เพียงแต่ปัญหาทางด้านวิธีคิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทว่าปัญหาในด้านการปฏิบัติหลายประการ ก็ส่งผลให้ผมไม่สามารถจะนำพา ความลักลั่นของงานรื่นเริง ไปสู่มาตรฐานความเป็นหนังเล่าเรื่องตามรูปแบบทั่ว ๆ ไป ดังที่ใจคิดไว้แต่แรกได้ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเวลา (ตั้งแต่อาสาสมัครนักแสดงแต่ละคนมีเวลาในการทำกิจธุระส่วนตัวที่แตกต่างกันและเหลื่อมซ้อนกับเวลาถ่ายทำอยู่หลายครั้ง ไปจนถึง เวลาในการถ่ายทำที่มีอยู่อย่างจำกัด) และความเหนื่อยล้าที่ตามมา อันส่งผลให้หลาย ๆ ฉากใน ความลักลั่นของงานรื่นเริง ที่ผมหวังจะถ่ายทำในแบบ long take เพื่อให้มี ความเป็นธรรมชาติ หรือให้สอดคล้องกับ ความจริงทั่ว ๆ ไป ต้องถูกตัดซอยเป็นฉากย่อย ๆ หยาบ ๆ ตะกุกตะกัก และ ไม่สมจริง อย่างน่าเสียดาย 

(ติดตามรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ความลักลั่นของงานรื่นเริง ได้ในงานเขียนตอนต่อไป)   

 

ปราปต์ บุนปาน

 

edit @ 11 Oct 2007 02:41:35 by prap and chai

edit @ 11 Oct 2007 02:53:27 by prap and chai

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
--เข้ามาลงชื่อว่าได้อ่านบทความของคุณปราปต์และคุณชายแล้วค่ะ เขียนได้จุใจมากๆเลยค่ะ สมกับที่รอคอยมานาน

--ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณปราปต์และคุณชายในนิตยสาร BIOSCOPE แล้วด้วย ดีใจมากๆค่ะที่หนังของคุณทั้งสองคนจะได้ฉายอีกครั้ง แต่คราวนี้ดิฉันคงไม่ได้ไปดูอีกรอบเพราะคงจะติดพันอยู่กับ WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK แหะๆๆ

--ที่คุณปราปต์เคยเขียนว่าจะรวบรวมหนังสั้นเก่าๆของตัวเองมารวมไว้ในดีวีดีนั้น ไม่ทราบว่างานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะ ดิฉันขอเชียร์ให้คุณปราปต์รวบรวมหนังทุกเรื่องของตัวเองเท่าที่พอจะรวบรวมได้มาไว้ในดีวีดีแผ่นเดียวกันค่ะ และถ้าหากทำซับไตเติลภาษาอังกฤษไว้ในหนังด้วยได้ก็จะดีมาก แต่ถ้าหากทำซับไตเติลจริง งานนี้คงหนักหน่อย เพราะหนังของคุณปราปต์เป็นหนังที่พูดเยอะมาก ฮ่าๆๆ ถ้าหากทำดีวีดีเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมหาทางเผยแพร่ดีวีดีของตัวเองด้วยนะคะ ถ้าหากสามารถเอาไปฝากวางขายที่จตุจักรได้ก็จะดีค่ะ ดิฉันจะได้ไปกว้านซื้อมาหลายๆแผ่นเพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนๆหลายคนที่เป็นชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่ไปโหวตรับรัฐธรรมนูญได้ดูกัน เวลาดิฉันอยู่กับเพื่อนๆเหล่านี้ ดิฉันก็ไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่าไหร่ค่ะ เพราะดิฉันกลัวว่าจะทะเลาะกันรุนแรง แต่ถ้าหากดิฉันสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตัวเองในทางอ้อมโดยผ่านทางหนังของคุณปราปต์ได้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน

--สำหรับประเด็นเรื่องการแสดงที่สมจริงหรือไม่สมจริงในหนังของคุณปราปต์นั้น โดยส่วนตัวแล้วมันไม่เป็นปัญหาสำหรับดิฉันเลยค่ะ ดิฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้มันออกจะ “เหนือจริง” สำหรับดิฉันด้วยซ้ำไป เพราะดิฉันแทบไม่เคยเจอสถานการณ์ที่มีการด่าทอกันอย่างไม่ไว้หน้าแบบนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นขณะที่ดิฉันดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันจึงไม่ได้นำการแสดงในหนังไปเทียบกับการแสดงออกของคนต่างๆที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของดิฉันอยู่แล้ว เพราะสถานการณ์ในหนังเรื่องนี้มันก็ห่างไกลจากชีวิตประจำวันของดิฉันมากพอสมควร เพราะในชีวิตประจำวันของดิฉันนั้น ส่วนใหญ่จะมีแต่การ “แอบด่าทอคนอื่นๆในใจ” มากกว่าการด่ากันออกมาตรงๆแบบในหนังเรื่องนี้

อันนี้ขอแสดงความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมเล็กน้อย คือดิฉันคิดว่าการแสดงในหนังเรื่องใดๆก็ตาม ไม่จำเป็นจะต้องมีความสมจริงแต่อย่างใด จะสมจริงก็ได้ หรือไม่สมจริงก็ได้ ถ้าหากทำออกมาได้ดี มันก็ออกมาดูดีมีสไตล์ทั้งสองทาง หนึ่งในการแสดงที่ประทับใจดิฉันมากที่สุดในชีวิตคือการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง L’ARGENT (1983, Robert Bresson, A++++++++++) เพราะการแสดงในหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่ามันแข็งกระโด๊กที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยดูมา มันให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก จะว่ามันไม่สมจริงก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะว่ามันโอเวอร์แอ็คติ้งก็ไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่มันให้ความรู้สึกที่แข็งกระโด๊กมากๆ แต่มันกลับส่งผลดีต่อตัวหนัง เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากหนังหลายพันเรื่องที่ดิฉันเคยดูมาในชีวิต และมันก็ดูเหมือนสอดรับเป็นอย่างดีกับตัวหนังซึ่งมองมนุษย์ในแง่ลบสุดๆ จนมนุษย์ในหนังไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นมนุษย์ออกมาในแบบภาพยนตร์ทั่วไป


--ดิฉันคิดว่ายิ่งหนังของคุณปราปต์แตกต่างจากหนังสั้นของคนอื่นๆมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อตัวดิฉันค่ะ เพราะดิฉันชอบหนังที่แตกต่างแบบนี้นี่แหละ


--ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชอบ LETTER FROM THE SILENCE มากขึ้นไปอีกหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็คือการได้อ่านบทความของ REGIS DEBRAY ใน NEW LEFT REVIEW ที่มีช่วงหนึ่งพูดถึง “พลังของงานเขียน” (อยู่ในหัวข้อ POWERS OF THE INVISIBLE)

อ่านบทความนี้ได้ที่
http://www.newleftreview.org/?page=article&view=2676

ดิฉันรู้จักงานเขียนชิ้นนี้จาก BLOG ของ ZACH CAMPBELL ซึ่งอยู่ที่
http://elusivelucidity.blogspot.com/2007/08/powers-of-invisible.html

ถ้าเข้าใจไม่ผิด บทความนี้มันค่อนไปในทางเชิดชูงานเขียนมากกว่าภาพยนตร์นะ มันเหมือนกับจะบอกว่างานเขียนสามารถกระตุ้นให้คนลุกขึ้นมาปฏิวัติได้ แต่ภาพยนตร์ทำแบบนั้นไม่ได้ อย่างไรก็ดี หนังเรื่อง LETTER FROM THE SILENCE ดูเหมือนจะทำให้การตัดสินว่าความเห็นของ REGIS DEBRAY ถูกหรือผิด เป็นสิ่งที่ยากมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะดิฉันคิดว่าในแง่หนึ่ง LETTER FROM THE SILENCE เป็นการเชิดชูพลังแห่งการปฏิวัติที่อยู่ในงานเขียน (ซึ่งเหมือนกับเป็นการเห็นด้วยกับความเห็นของ DEBRAY) แต่ในอีกแง่หนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงต่อความทุกข์ที่ชาวบ่อนอก-หินกรูดและคุณนวมทองได้รับ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงน่าจะมีพลังแห่งการปฏิวัติอยู่ด้วยเช่นกัน (ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากความเห็นของ DEBRAY)

วันนี้ดิฉันขอเขียนแค่นี้ก่อนนะคะเพราะดึกแล้ว ขอลงท้ายว่า ดิฉันคิดถึงหนังเรื่อง “ความลักลั่นในงานรื่นเริง” เกือบทุกวันเลยค่ะตั้งแต่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันมักจะมี “ข่าว” อะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่องนี้อยู่เสมอ อย่างล่าสุดก็ข่าวสถานการณ์ในพม่าที่ทำให้นึกถึงบทสนทนาเรื่องยาดานาในหนังเรื่องนี้
#1  by  MdS (58.10.102.10) At 2007-10-13 00:45, 
นอกเรื่องนิดครับ
คุณปราบต์เคยเขียนบทกวีในชือคนจรฯลฯ หรือเปล่าครับ
ถ้าใช่ ผมเป็นแฟนหนังสือทำมือของคุณครับ
ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วยนะครับ

#2  by  NP (61.7.137.185) At 2007-10-13 14:22, 
เรียนคุณ Mds ขอบคุณมากครับ ที่ติดตามอ่านงานเขียนในเว็บล็อกนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคนเขียนจะทำงานอย่างไม่ค่อยต่อเนื่องนัก 555

ส่วนเรื่องดีวีดีรวมหนังสั้น ก็ยังดำเนินงานไปไม่ถึงไหนเช่นกันครับ ทว่าผมยังคิดที่จะทำอยู่ ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร จะแจ้งข่าวไปให้ทราบ หรือ แจ้งข่าวไว้ในเว็บล็อกนี้

นอกจากนี้ยังต้องขอขอบใจ ที่กรุณาสนทนาโต้ตอบ (หรือเพื่อเติมประเด็น)กับเนื้อหาของบทความในตอนที่ 2 ด้วยครับ

และยังต้องขอขอบคุณที่ช่วยกรุณาแนะนำบทความที่น่าสนใจมาก ๆ จาก New Left Review ครับ ถ้าอ่านแล้วได้ประเด็นอย่างไร อาจจะสนทนากลับไปยังคุณ Mds อีกครั้งครับ

สำหรับเรื่อง "ความลักลั่นของงานรื่นเริง" รู้สึกดีใจมากครับ ที่อย่างน้อยยังมีคนดูที่คิดถึง/ครุ่นคิดกับมันอย่างต่อเนื่องผ่านสถานการณ์ทางสังคมการเมืองร่วมสมัย
อย่างไรก็ตาม ว่าจะเขียนตอบคุณ Mds ในประเด็นนี้ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเขียนบทความ "ความอีหลักอีเหลื่อฯ" จบครับ
#3  by  prap and chai At 2007-10-13 21:30, 
เรียน คุณ NP

ไม่ทราบว่าคุณใช่คุณ นก ปักษนาวิน หรือเปล่าครับ?

ขอบคุณที่ยังจำงานหนังสือทำมือของผมได้ครับ
แต่ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ ไม่ค่อยได้เขียนบทกวีหรือเรื่องสั้นอะไรเลยครับ ครั้นไม่ได้เขียนนาน ๆ เข้า พออยากจะกลับมาเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็เขียนไม่ค่อยออกเท่าไหร่ครับ

ผมยังติดตามอ่านงานเขียนของคุณนกอย่างต่อเนื่องเช่นกันครับ


ปราปต์
#4  by  prap and chai At 2007-10-13 21:36, 
embarrassed surprised smile wink double wink
#5  by  เเส้ (61.19.220.130) At 2007-11-13 14:39, 

<< Home


ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile