ความลักลั่นของ “ความเป็นหนังสั้น”
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะใช้เป็นบทเริ่มต้นในการสนทนาครั้งนี้ ก็คือ ประเด็นเรื่องนิยามความหมายของ “หนังสั้น” ตามความคิดของผม
เพราะผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ความหมายของ “หนังสั้น” ตามความเข้าใจของตนเองนั้น มันสอดคล้องลงรอยกันกับความเข้าใจของ “คนทำหนังสั้น” หรือ “คนดูหนังสั้น” คนอื่น ๆ หรือไม่? หรือว่า ในท้ายที่สุดแล้ว นิยามของ “หนังสั้น” ในยุคที่คนจำนวนมากพอสมควรมีกำลังทรัพย์และศักยภาพพอที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่าง กล้องวีดีโอ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ได้อย่างง่ายดาย จะมีความหมายที่ลื่นไหลหลากหลายมากยิ่งขึ้น จนยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมีอำนาจอันสูงส่งเด็ดขาดในการยึดกุมนิยามความหมายดังกล่าวได้
ด้วยความไม่แน่ใจดังกล่าว ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมาในระยะเวลาหลัง ๆ ผมจึงไม่กล้าแม้แต่จะเรียกงานวีดีโอของตนเองว่าเป็น “หนังสั้น” เสียด้วยซ้ำไป ได้แต่เรียกมันอย่างคลุมเครือว่าเป็น “งานวีดีโอ” อันหมายถึง งานภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายทำด้วยกล้องวีดีโอขนาดพกพาอย่างง่าย ๆ หรือ งานภาพเคลื่อนไหวที่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางโฮมวีดีโอ แต่ไม่ได้หมายถึง “งานวีดีโออาร์ต” แต่อย่างใด
สิ่งที่ดำเนินมาควบคู่กันและไม่อาจแยกขาดจากความไม่แน่ใจในเรื่องนิยามความหมายของ “หนังสั้น” ก็คือ ผมไม่แน่ใจนักว่า งานวีดีโอของตนเองนั้นแตกต่างไปจาก “หนังสั้น” ของ “คนทำหนังสั้น” คนอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไร? ซึ่งความไม่แน่ใจประการหลังนี้ ก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์การดู “หนังสั้น” อันน้อยนิดของผมนั่นเอง
ดังนั้น สิ่งที่ผมพอจะมีความสามารถทำได้ในที่นี้ จึงได้แก่ การพยายามทำความเข้าใจว่า ตัวผมเองนั้นมองงานวีดีโอของตนเองว่ามีความหมายอย่างไร ผ่านการพยายามประมวลลักษณะเฉพาะบางประการของงานวีดีโอของตนเอง
จากเนื้อหาในตอนแรก ผู้อ่านคงพอจะทราบได้ว่า สำหรับผมแล้ว งานวีดีโอที่ตนเองทำลงไป มีหน้าที่สำคัญอยู่สองประการ คือ เป็นบทบันทึกประจำปี และ เป็นเครื่องช่วยระบายความอัดอั้นตันใจบางอย่าง
เมื่อกำหนดให้งานวีดีโอของตนเองมีหน้าที่เช่นนั้น ผมจึงไม่เคยคาดหวังตลอดมาว่า งานวีดีโอของตนเองจะต้องมีความหมายในฐานะที่เป็น “หนังสั้น” ที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องอันแยบยล แนบเนียน และงดงาม ดังที่ “หนังสั้น” ที่อยู่ในระดับมาตรฐานทั่ว ๆ ไปเรื่องหนึ่งพึงจะมี และหากแม้ผมจะพยายามทำงานวีดีโอของตนเองให้มีรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะนั้น ผมก็เชื่อว่าตนเองคงจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ไม่ดีนัก ซึ่งผมจะกล่าวถึงประเด็นนี้ต่อไปในภายหน้า
ขณะที่เนื้อหาสำคัญที่ผมต้องการกล่าวถึง ณ จุดนี้ ก็จะเริ่มต้นจาก ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อการสร้างงานวีดีโอของผม คือ ในมุมมองของผมนั้น กล้องวีดีโอนั้นมีความหมายหรือสถานะเป็นอะไรได้บ้าง?
แน่นอนว่า หน้าที่หลักอันสำคัญยิ่งของกล้องวีดีโอก็คือ การทำหน้าที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ซึ่งคนทำหนัง คนดูหนัง ตลอดจนคนที่ไม่สนใจหนังจำนวนหนึ่ง ก็น่าจะทราบถึงหน้าที่ดังกล่าวของกล้องวีดีโอได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ผมกลับมีความเห็นว่า กล้องวีดีโอน่าจะทำหน้าที่อย่างอื่นได้อีก นอกจากหน้าที่หลักอันมีความสำคัญดังกล่าว ดังนั้น ผมจึงพยามยามทดลองนำกล้องวีดีโอไปใช้ทำหน้าที่อื่น ๆ บางอย่าง ซึ่งแม้จะแลดูผิดฝาผิดตัวไปบ้าง ทว่ามันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจพอสมควร ต่อความคาดหวังที่ตั้งไว้ไม่สูงนักของผม
สำหรับหลาย ๆ คน เมื่อกล้องวีดีโอมีหน้าที่หลักสำคัญเป็นเครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว พวกเขาจึงเห็นว่า ไวยากรณ์หลักที่ถูกใช้สื่อสารผ่านกล้องวีดีโอน่าจะเป็นภาษาภาพ ซึ่งมีความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง ที่อยู่นอกเหนือไปจากความสามารถของภาษาพูด และ ภาษาเขียน ซึ่งอย่างหลังถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ
หากพิจารณาจากมุมมองกล่าวแล้ว ไวยากรณ์หลักของงานภาพเคลื่อนไหวที่ถูกถ่ายทอดผ่านกล้องวีดีโอ จึงกลายเป็นภาษาภาพที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือภาษาพูด และอยู่นอกเหนือ/ก้าวพ้นไปจากขอบเขตของภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือโดยปริยาย
ทว่า ในมุมมองของผม ภาษาเขียนอย่างตัวหนังสือไม่ได้มีสถานะเป็น “สิ่งอื่น” ที่แปลกแยกไปจากโลกของภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกโดยกล้องวีดีโอ แล้วถ่ายทอดลงไปในจอภาพหลากหลายชนิดเบื้องหน้าคนดูจำนวนมาก
เพราะหากพิจารณาจากวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของ “คนชั้นกลาง” จำนวนมากในเมืองใหญ่แล้ว (ซึ่ง “คนทำหนังสั้น” แทบทั้งหมด ก็น่าจะถูกจัดอยู่ในคนกลุ่มนี้) สัดส่วนในการอ่านภาษาเขียนที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าปัดโทรศัพท์มือถือของพวกเขาก็น่าจะสูงใกล้เคียง (หรืออาจจะมากกว่า) กับสัดส่วนในการอ่านภาษาเขียนที่ปรากฏอยู่ตามหน้ากระดาษ
โดยการดำรงอยู่ของภาษาเขียนในจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าปัดโทรศัพท์มือถือเหล่านั้น ก็ดำเนินควบคู่ไปกับการดำรงอยู่ของภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งจำนวนมากมายมหาศาล
นี่ยังไม่ต้องพิจารณาถึงบรรยากาศการเรียนการสอนหนังสือจำนวนมากในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยยุคปัจจุบัน ที่ผู้เรียนมักจะต้องเผชิญหน้ากับตัวหนังสือหรือภาษาเขียนอันเป็นหัวข้อหลัก ๆ ของคำบรรยายของผู้สอนที่ถูกเรียบเรียงตามระบบระเบียบของโปรแกรม power point และปรากฏอยู่ในจอภาพหน้าห้องเรียน ผ่านการฉายของเครื่องโปรเจคเตอร์ เรื่อยไปจนถึง การเผชิญหน้ากับประเด็นย่อ ๆ ของคำบรรยายของผู้สอน ตลอดจนข้อความสำคัญในงานเขียนของนักวิชาการต่างประเทศ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวกลางอย่างเครื่องฉายแผ่นใส
ดังนั้น มันคงไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดเกินเลยไปนัก หากผมจะพยายามทดลองให้ “คนดูหนังสั้น” (ซึ่งก็คงเป็นคนกลุ่มหนึ่งในบรรดา “คนชั้นกลาง” เช่นกัน) ได้มีโอกาสอ่านภาษาเขียน/งานเขียนที่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งปรากฏอยู่จอภาพยนตร์/จอภาพขนาดใหญ่ ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างนิ่งสงบ
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว หากพิจารณาจากประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง ที่มีความเป็นอยู่สุขสบายและเติบโตมาในกรุงเทพมหานครตลอดชีวิต อีกทั้งยังใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโลกของสถาบันการศึกษาและมีโอกาสสัมผัสกับโลกต่างจังหวัดหรือโลกของผู้คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างแตกต่างไปจากตนเอง บ้างเป็นครั้งคราวผ่านการท่องเที่ยวอย่างผิวเผิน ผมก็คงมิอาจจะปฏิเสธได้เลยว่า กรอบการมองโลกของตนเองนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการอ่านหนังสือเป็นหลัก
เมื่อการทำหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือหนังเล็ก หนังสั้นหรือหนังยาว ล้วนต้องอิงแอบอยู่กับกรอบการมองโลกและประสบการณ์เฉพาะตัวของคนสร้างหนังแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ มันจึงน่าจะตรงไปตรงมาดี หากผมจะทดลองนำองค์ประกอบสำคัญ/พื้นฐานหลักในการมองโลกของตนเอง อย่างภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือ มาใส่ไว้ในงานวีดีโอ เพื่อประกาศให้คนดูได้รับรู้ถึง พื้นฐานหลักในการมองโลกของตัวผมเอง
ขณะเดียวกัน มีหลายต่อหลายครั้ง ที่ผมพยายามจะถ่ายทอดความคิดบางอย่าง ซึ่งตนเองได้รับมาจากการอ่านงานเขียนจำนวนหนึ่ง ลงไปในงานวีดีโอผ่านกลวิธีการใช้ภาษาภาพ แต่ด้วยความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด ผมจึงไม่สามารถจะดัดแปลงความคิดที่ถูกเรียบเรียงอยู่ในโลกของตัวหนังสือ ให้ไปโลดแล่นในรูปแบบของภาษาภาพได้ ด้วยเหตุนี้ การถ่ายทอดงานเขียนชิ้นนั้น ๆ ผ่านงานวีดีโอของตนเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด จึงน่าจะถือเป็นทางออกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับปัญหาดังกล่าว
แต่คงต้องยอมรับว่า ผู้คนที่หล่อหลอมกรอบการมองโลกของตนเองจากการอ่านหนังสือนั้น ถือเป็นคนส่วนน้อย เพราะในแง่หนึ่งแล้ว หนังสือก็ถือเป็นสินค้าหรูหราราคาแพงที่ไม่มีความจำเป็น/มีความฟุ่มเฟือยต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสังคม และวิถีชีวิตแบบอื่น ๆ ของผู้คนอีกมากมาย ก็สามารถหล่อหลอมวิถีการมองโลกของพวกเขาได้เช่นกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาหนังสือแต่อย่างใด
ดังนั้น การเลือกนำภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือมาใส่ไว้ในงานวีดีโอของตนเอง จึงน่าจะถือเป็นข้อจำกัดในการสื่อสารกับคนดูจำนวนมากไปโดยปริยาย ทว่ามันก็คงเป็นวิถีทางที่หลีกเลี่ยงได้ยากพอสมควร ในเมื่อภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือนั้นถือเป็นพื้นฐานสำคัญซึ่งถูกบ่มเพาะมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในวิถีการมองโลกของผม
นอกจากนี้ กล้องวีดีโอยังมีสถานะเป็นเครื่องมือบางอย่างที่มีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับผม แม้ว่าผู้คนจำนวนมาก อาจจะไม่ใช้มันทำงานในหน้าที่ดังกล่าวก็ตามที
ผมมีบุคลิกส่วนตัวที่ค่อนข้างขี้อาย เก็บตัว และไม่ค่อยพูดจากับคนที่ไม่สนิทสนมด้วยมากนัก หรือแม้แต่กับคนใกล้ตัวหรือคนสนิทที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง ผมก็เลือกที่จะไม่พูดจากับพวกเขาในประเด็นนั้น ๆ แต่เลือกที่จะฟังคำสนทนาหรือคำพูดของพวกเขาแล้วโต้เถียงอย่างเงียบ ๆ อยู่ในใจ มากกว่าจะพูดจาออกไป จนอาจก่อให้เกิดการถกเถียง การทะเลาะเบาะแว้ง และความขุ่นเคืองใจตามมา
ด้วยบุคลิกส่วนตัวดังกล่าว ส่งผลให้ผมไม่ค่อยสบสายตา/สื่อสารทางสายตากับคนแปลกหน้าและคนที่ตนเองไม่ต้องการจะมองหน้ามากนัก
ดังนั้น นอกจากการอ่านหนังสือ (และอาจรวมถึงการฟังเพลง ดูหนัง ดูละคร แล้ว) ผมจึงมีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกหรือผู้คนจำนวนมาก ผ่านการฟังเสียงสนทนาหรือเสียงพูดของพวกเขาเหล่านั้นเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมาทดลองมองโลกผ่านกล้องวีดีโอ งานวีดีโอหรืองานภาพเคลื่อนไหวของผมจึงเต็มไปด้วยบทสนทนาจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งบทสนทนาที่เคยผ่านเข้ามาในประสบการณ์ส่วนตัวของผม หรือเป็นบทสนทนาที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่จะสนทนากับความคิดของตนเอง ไปจนกระทั่งถึงเป็นบทสนทนาที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อสนทนากับบรรดาคนดูหรือสังคมโดยรวม ขณะที่งานทางด้านภาพที่ปรากฏเคียงคู่กันกับบทสนทนากลับดูไม่โดดเด่นหรือหวือหวานัก และอาจถูกกลบทับโดยบทสนทนาจำนวนมากมายเหล่านั้นด้วยซ้ำไป
(เมื่อมีอุปนิสัยส่วนตัวซึ่งเน้นหนักไปที่บทบาทความเป็นผู้ฟัง สำหรับผมแล้ว กล้องวีดีโอจึงสามารถทำหน้าที่อีกประการหนึ่งได้เป็นอย่างดี นั่นคือ มันเป็นเครื่องบันทึกเสียงที่มีคุณภาพดีพอสมควร จนมีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการบันทึกเสียงด้วยเครื่องบันทึกเสียงแบบเทปคาสเส็ตต์กับเครื่องบันทึกเสียงแบบดิจิตอลขนาดพกพาในปัจจุบัน ที่ผมเลือกใช้กล้องวีดีโอมาบันทึกเสียงสนทนาหรือเสียงพูดของผู้คนจำนวนหนึ่ง โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับภาพที่กำลังถูกกล้องวีดีโอบันทึกไว้แต่อย่างใด)
จากการมอง/การให้ความหมายต่อกล้องวีดีโอเช่นนี้นี่เอง งานวีดีโอของผมจึงให้ความสำคัญหรือมอบบทบาทสำคัญให้แก่งานเขียน/ภาษาเขียนที่เป็นตัวหนังสือและบทสนทนา/ภาษาพูดของตัวละคร อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษาภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในงานวีดีโอของตนเอง
นอกจากการให้ความหมายต่อกล้องวีดีโอแล้ว ความหมายของภาพเคลื่อนไหวทั้งหลายที่ถูกผมบันทึกไว้ในกล้องวีดีโอก็ถือเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญสำหรับการสร้างงานวีดีโอของผม
ดังที่ได้กล่าวย้ำมาตลอดว่า สำหรับผมแล้ว งานวีดีโอมีสถานะเป็นคล้ายกับบทบันทึกประจำปีของตนเอง ทั้งทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวส่วนตัวบางด้าน บันทึกโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีตามมุมมองของตนเอง และบันทึก/ระบายความอึดอัดใจบางอย่างลงไปในงานภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้น
แม้จะมีพื้นฐานมาจากบทบันทึกส่วนตัว แต่ผมก็คงไม่สามารถจะกล่าวอ้างยืนยันได้ว่า ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงในงานวีดีโอของตนเองนั้นเป็น "ความจริงสัมบูรณ์สูงสุด/ความจริงแท้" หรือ มี "ความสมจริง" เพราะอย่างน้อย ภาพ และ เสียง/ภาษา ที่ปรากฏอยู่ในงานวีดีโอเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวของผมเอง หรือ การมองโลกจากประสบการณ์เฉพาะตัวของผม ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่กล้าหาญหรือทะนงตนพอจะกล่าวอ้างได้ว่า สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาจากการมองโลกในมุมมองของตนเองนั้นเป็น "ความจริงแท้สูงสุด"
นี่ยังไม่รวมถึงพื้นฐานสำคัญของหนังหรือภาพยนตร์ที่ว่า "หนัง" ไม่ได้มีสถานะเป็น "ความจริง" ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
จากเหตุผลหรือความเชื่อเช่นนี้ ผมจึงไม่กล้าหาญพอที่จะทำให้งานวีดีโอของตนเองมีความ "สมจริง" ตลอดจน "ความเป็นธรรมชาติ" ใด ๆ ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงค่อนข้างพอใจอยู่ไม่น้อยกับการปล่อยปละละเลยให้งานวีดีโอของตนเองมีสภาพเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปด้วยความหลอกลวง เหลวไหล ไม่สมจริง อย่างเห็นได้ชัด ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ตะกุกตะกักไม่ต่อเนื่อง การดำเนินเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ตลอดจน การแสดงที่หลายคนมองว่า “ไม่สมจริง” เช่น มีหลายต่อหลายครั้งที่นักแสดงในงานวีดีโอหลายชิ้นของผมถึงกับอ่านบทไปแสดงไปต่อหน้ากล้องอย่างชัดเจน
ผมพบและตระหนักถึง “ความบกพร่อง” เหล่านี้ตลอดมา ทั้งในขณะถ่ายทำ หรือ ขณะตัดต่อ แต่ด้วยจุดยืนของผมที่เชื่อว่า หนังนั้นไม่มี “ความสมจริง” ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ประกอบกับ ผมก็ไม่กล้าหาญหรืออหังการพอที่จะกล่าวอ้างว่างานวีดีโอของตนเอง (ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการเพียงแค่จะบันทึกหรือระบายเรื่องราวบางเรื่องในแต่ละปีผ่านการมองโลกของตนเองลงไปบนภาพเคลื่อนไหวที่เปรียบได้กับภาพสเก็ตช์หยาบ ๆ ที่ใช้เวลาในการถ่ายทำและตัดต่อไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ต่อหนึ่งปี) ได้แสดงออกถึง “ความแท้จริง” ใด ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า มันมีความสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย ที่จะปล่อยปละละเลยให้ความแปลกปลอมหลอกลวงไม่สมจริงเหล่านี้ได้ดำเนินไปอย่างเด่นชัดในงานวีดีโอของตนเอง
และยิ่งเมื่อคนดูได้ตระหนักถึง “ความไม่จริง” หรือ “ความปลอม” ดังกล่าว มากเท่าไหร่ ผมในฐานะคนสร้างงานวีดีโอ ก็ยิ่งจะมีความสุข ความพอใจ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องขอเรียกร้องความเห็นใจจากคนดูจำนวนหนึ่งที่พร่ำบ่นถึงการแสดงอัน “ไม่เป็นธรรมชาติ” ของนักแสดงในงานวีดีโอของผม สักเล็กน้อย
เพราะสิ่งที่เราพึงจะต้องตระหนักก็คือ แท้จริงแล้ว ภาษา อากัปกิริยา ท่าทาง รวมถึงการแสดง ล้วนมีสถานะเป็นเพียง “ธรรมชาติที่สอง” หรือเป็น “วัฒนธรรม” “ประเพณี” ที่ถูกสร้าง/ประดิษฐ์ขึ้นโดยมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเหล่านั้นได้ถูกอบรมบ่มเพาะลงในจิตสำนึกและวิถีปฏิบัติการของชีวิตมนุษย์อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนสถานะของ “สิ่งประดิษฐ์” เหล่านี้ ได้กลายเป็น “สิ่งที่เป็นดังราวกับธรรมชาติ” ของมนุษย์แต่ละกลุ่มไปในที่สุด
ดังนั้น “ธรรมชาติที่สอง” ดังกล่าวเหล่านั้น จึงน่าจะมีความแตกต่างกันไปตามความหลากหลายของมนุษย์ในสังคมหรือในโลก
มันจึงไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่กระมังครับ หากเราจะไปตัดสินว่า การแสดงของนักแสดงกลุ่มหนึ่งนั้น “ไม่เป็นธรรมชาติ” หรือ “ขัดธรรมชาติ” เนื่องจากการแสดงดังกล่าวอาจดำเนินไปตามวิถีแห่ง “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างไปจาก “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์กลุ่มอื่น ๆ หรือ หากการแสดงเหล่านั้นจะ “ไม่เป็นธรรมชาติ” หรือ “ขัดธรรมชาติ” จริง มันก็คงจะขัดกับ “ธรรมชาติที่สอง” ของมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น ไม่ได้ขัดกับ “ธรรมชาติที่แท้จริง” แต่อย่างใด
ซึ่งเมื่อพิจารณา “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ผ่านชุดความหมายหรือชุดคำอธิบายที่ผมมีให้ต่องานวีดีโอของตนเองแล้ว ผมก็พบข้อบกพร่องบางจุดของงานวีดีโอชิ้นนี้
ข้อผิดพลาดสำคัญมากประการหนึ่งของ “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ก็คือ ผมมีความพยายามจะสร้างให้งานวีดีโอชิ้นนี้มีความเป็น “หนังเล่าเรื่อง” ตามรูปแบบมาตรฐานทั่ว ๆ ไปมากเกินไป
ผมคิดว่า เมื่อจุดยืนหนึ่งในการสร้างงานวีดีโอของผมคือ การพยายามไม่กล่าวอ้างถึง “ความจริงแท้” ใด ๆ ผ่านงานวีดีโอที่ถูกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวของตนเอง ดังนั้น หากผมผสานการพยายามไม่นำเสนอ “ความจริงแท้” ดังกล่าว เข้ากับงานวีดีโอที่เล่าเรื่องราวเฉพาะตัวของตนเองอย่างชัดเจน โดยมีตัวผมเองร่วมเป็นผู้ดำเนินเรื่อง/ตัวละครในงานวีดีโอชิ้นนั้นด้วย จนงานวีดีโอชิ้นนั้น ๆ มีความโน้มเอียงไปสู่ความเป็นหนังสารคดีส่วนบุคคล แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นก็ตาม เช่น ในกรณีของ “ ‘หนังผี’: 16 ปี แห่งความหลัง” ผมก็คงจะสามารถยืนยันถึงความคิด/ความหมายพื้นฐานในการสร้างงานวีดีโอของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน งานวีดีโอเช่นนั้นก็คงจะมีระยะห่างจาก “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ที่คนดูจำนวนมากครอบครองอยู่/มีประสบการณ์/มองเห็น/ยืนยันร่วมกันพอสมควร (ทั้งนี้ “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ดังกล่าว อาจถูกสร้างขึ้นและขัดแย้งกับ “ความจริงแท้” อย่างยิ่งก็เป็นได้ แต่เมื่อคนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันยอมรับมัน “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ดังกล่าว ก็แทบจะมีสถานะกลายเป็น “ความจริงแท้” ในที่สุด) จนไม่เป็นการสะดวกนักหากพวกเขาจะพยายามมาประเมินว่า งานภาพเคลื่อนไหวที่พวกเขาได้ดูมีความ “สมจริง” “สมเหตุสมผล” หรือ “เป็นธรรมชาติ” เพียงไร
ทว่า เมื่อผมพยายามจะสร้างงานวีดีโอของตนเองให้มีความเป็น “หนังเล่าเรื่อง” ตามรูปแบบมาตรฐานทั่วไป ที่มีตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนหนึ่งโลดแล่นอยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกสมมุติ/สร้างขึ้นและดำเนินไปตามบทภาพยนตร์ที่เขียนตามสูตรอยู่พอสมควร หรืออาจกล่าวได้ว่า ผมพยายามจะผลักดันงานวีดีโอของตนเองให้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้กับ “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ที่ผู้คน/คนดูจำนวนมากรู้สึกคุ้นเคย ปัญหาบางประการจึงเกิดขึ้นกับพื้นฐานความคิดในการสร้างงานวีดีโอของผมเอง
กล่าวคือ จากการผสมผสานระหว่างประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวที่ไม่อาจกล่าวอ้างถึง “ความจริงสูงสุด” ใด ๆ ได้ กับ งานวีดีโอที่นำเสนอหรือเล่าเรื่องราวเฉพาะตัวของผมเองซึ่งตัดขาดออกจาก “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดได้ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพ “ความจริง” ขึ้นมาชุดหนึ่ง ตามการมองโลกของผม ที่ดำรงอยู่ท่ามกลาง “ความจริง” อีกหลายต่อหลายชุดในสังคม ในหนังอย่าง “หนังผีฯ”
การตัดสินใจทดลองทำอะไรบางอย่างใน “ความลักลั่นฯ” ก็ได้หันเหงานวีดีโอของผมให้เดินทางไปสู่ การผสมผสานกันระหว่างประสบการณ์การมองโลกเฉพาะตัวที่ไม่สามารถกล่าวอ้างถึง “ความจริงสูงสุด” ใด ๆ ได้ กับ งานวีดีโอที่พยายามจะเป็นหนังเล่าเรื่องตามแบบมาตรฐานที่มีพื้นฐานอยู่บน “ความไม่จริง” อีกทั้งผมในฐานะผู้สร้าง ก็มีความพยายามจะทำให้มันมี “ความไม่สมจริง” อย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกัน หนังเล่าเรื่องตามรูปแบบมาตรฐานเช่นนี้ก็มีความผูกพันเป็นอย่างยิ่งกับ “ความจริงทั่ว ๆ ไป” (ซึ่งอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้) ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับมันได้อย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาจึงก่อให้เกิดเป็น งานภาพเคลื่อนไหวที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของ “ความไม่จริง” ทว่าในทางกลับกัน มันก็ความพยายามอยู่ไม่น้อยที่จะมีสถานะเป็น “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ที่ใกล้ชิดกับผู้คน/คนดูจำนวนมาก
นี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ คนดูจำนวนไม่น้อยพยายามเข้าไปประเมินค่า “ความไม่สมจริง” หรือ “ความจริงชุดอื่น ๆ” ที่ดำรงอยู่เต็มไปหมดภายในรูปแบบของ “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ที่ห่อหุ้ม “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ไว้ และนี่ก็ถือเป็น “ความลักลั่น” สำคัญที่เกิดขึ้นในกระบวนการสร้างงานวีดีโอเรื่องนี้
ดังนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดูที่อาจมองโลกและมีประสบการณ์เฉพาะตัวอันแตกต่างกันกับผม จนนำไปสู่การมองเห็น “ความจริง” คนละชุดกัน และที่อาจรู้สึกขัดใจอย่างยิ่งกับ “ความไม่สมจริง” หรือ “ความเป็นธรรมชาติ” ในงานวีดีโอที่มีลักษณะโน้มเอียงมาเป็นหนังเล่าเรื่องตามรูปแบบมาตรฐานทั่ว ๆ ไปของผม จึงถือเป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับฟังแต่โดยดี
ไม่เพียงแต่ปัญหาทางด้านวิธีคิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทว่าปัญหาในด้านการปฏิบัติหลายประการ ก็ส่งผลให้ผมไม่สามารถจะนำพา “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ไปสู่มาตรฐานความเป็นหนังเล่าเรื่องตามรูปแบบทั่ว ๆ ไป ดังที่ใจคิดไว้แต่แรกได้ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเวลา (ตั้งแต่อาสาสมัครนักแสดงแต่ละคนมีเวลาในการทำกิจธุระส่วนตัวที่แตกต่างกันและเหลื่อมซ้อนกับเวลาถ่ายทำอยู่หลายครั้ง ไปจนถึง เวลาในการถ่ายทำที่มีอยู่อย่างจำกัด) และความเหนื่อยล้าที่ตามมา อันส่งผลให้หลาย ๆ ฉากใน “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ที่ผมหวังจะถ่ายทำในแบบ long take เพื่อให้มี “ความเป็นธรรมชาติ” หรือให้สอดคล้องกับ “ความจริงทั่ว ๆ ไป” ต้องถูกตัดซอยเป็นฉากย่อย ๆ หยาบ ๆ ตะกุกตะกัก และ “ไม่สมจริง” อย่างน่าเสียดาย
(ติดตามรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” ได้ในงานเขียนตอนต่อไป)
ปราปต์ บุนปาน
edit @ 11 Oct 2007 02:41:35 by prap and chai
edit @ 11 Oct 2007 02:53:27 by prap and chai