การทำหนังสำหรับผมแล้ว ก็คือการเล่นกับ “ความจริง” และความสนุกสนานของคนทำหนังก็อยู่ที่การมีอำนาจในการจัดการกับความจริงในหนังให้เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ
เมื่อคนทำหนัง ทำหน้าที่เป็นผู้ปั้นแต่งโลกความจริงผ่านกระบวนการผลิตหนัง ก็ทำให้การทำหนังมีมิติของความเป็นการเมืองแฝงอยู่ในตัวของมันเอง
ในแง่นี้ การทำหนังจึงเป็นปฏิบัติการของอำนาจในแบบหนึ่ง เป็นการใช้อำนาจในการจัดการความคิดและความรู้สึกของคนดู ผ่านการสร้างการรับรู้และเข้าใจโลกความเป็นจริงที่ถูกนำเสนอ
ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุด ก็คือ หนังโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายแหล่ ที่ผู้มีอำนาจ (ทั้งอำนาจทางการเมือง และอำนาจทุน) สร้างขึ้นเพื่อควบคุมการรับรู้ ความคิด และความเข้าใจของผู้คนสังคม
หากมองจากมิติของความเป็นการเมือง การสร้างหนัง จึงไม่ใช่เรื่องของการพูดความจริง แต่เป็นเรื่องของการทำให้เชื่อในความจริงบางชุด ในท่ามกลางความเป็นจริงที่หลากหลาย
ดังนั้น หนังที่มีความเป็นการเมืองที่สุด และเป็นหนังที่คนดูควรจะต้องพินิจพิจารณาด้วยความระมัดระวังมากที่สุด ก็คือ หนังจำพวกที่มักถูกนำเสนอว่าเป็นการเปิดเผย ตีแผ่ หรือสะท้อนความจริงอย่างตรงไปตรงมา
เพราะหนังที่สร้างขึ้นจากการปั้นแต่งความจริงนั้น คนดูย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เห็น เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้น และดังนั้นจึงอาจสงสัยได้ว่ามันอาจจะไม่จริง แต่สำหรับหนังที่ถูกปิดป้ายว่าเป็นการนำเสนอภาพความจริงอย่างตรงไปตรงมา หรือเป็นการนำเสนอเรื่องจริงแก่คนดูนั้น มันง่ายมากกว่าสำหรับคนดูที่จะรับไว้และเชื่ออย่างไม่สงสัย
ที่สำคัญคือ เราต้องไม่ลืมว่า การจัดการความจริงของคนทำหนัง ไม่ใช่เพียงแค่การปั้นแต่งความจริงในหนังขึ้นมาอย่างที่ต้องการเท่านั้น แต่มันยังอาจเป็นการเปิดเผยความจริง เพื่อให้สิ่งที่ถูกเปิดเผยไปบดบังสิ่งที่ต้องการจะแอบซ่อนไว้ในเวลาเดียวกัน
ในความเห็นของผม ความสนุกสนานเพลิดเพลินของการทำหนังการเมือง จึงเกิดขึ้นจากการเล่นกับความจริง เพราะว่าการเล่นกับความจริง โดยตัวมันเองย่อมมีความเป็นการเมืองอยู่ด้วยเสมอ
ชาย ไชยชิต