ถ้าจะเราลองดูความเป็นการเมืองของการทำหนังสั้นการเมือง อย่าง “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” จะเห็นได้ว่า หนังสั้นเรื่องนี้ มีการเล่นกับประเด็นเรื่องความจริงในหลายระดับ ทั้งในแง่ของประเด็นในท้องเรื่อง ลีลาการเดินเรื่อง รวมถึงรูปแบบการนำเสนอของหนัง
ผมคิดว่า นัยทางการเมืองที่สำคัญของการเล่นกับประเด็นเรื่องความจริงในหนังสั้นเรื่องนี้ ก็คือการกระตุ้นเตือนให้ผู้ชมลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าอะไรคือความจริง และความจริงมีอยู่จริงหรือไม่ ด้วยการตั้งคำถามกับการเป็นภาพสะท้อนความจริงของหนังแบบสัจนิยม (realism) ผ่านรูปแบบการเดินเรื่องของหนัง
สิ่งที่ ‘ความลักลั่นฯ’ ทำก็คือการเดินเรื่องในหนังด้วยลีลาแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) โดยการทำให้โลกในหนัง มีโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติดำรงอยู่คู่กัน และดำเนินไปภายใต้ตรรกะชุดเดียวกัน จนในที่สุดเราไม่สามารถจะจำแนกได้ว่า อะไรคือ “ความเป็นจริง” และอะไรคือ “ความมหัศจรรย์”
ในฉากที่ผีคุณเนมมาปรากฏตัวในวงสังสรรค์ และร่วมสนทนากับเพื่อน ๆ เราจะพบว่าพฤติกรรมของคนตาย กับปฏิกิริยาของคนเป็น เมื่อเผชิญหน้ากับคนตายนั้น แตกต่างกับหนังผีทั่วไป ซึ่งโลกของคนเป็นกับโลกของคนตายแบ่งแยกกันชัดเจนและดำเนินไปภายใต้ตรรกะคนละชุด
อย่างเช่น “ผี” ในหนังสั้นเรื่อง “เหงา” ของธีระ ประชุมทอง จะเห็นได้ว่าในหนังผีเรื่องนี้ ผีกับคนอยู่ในคนละโลก ผีมีอำนาจวิเศษในการคุยกับหญิงสาวผ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือ มีอิทธิฤทธิ์เสกให้ไฟตามทางเดินดับได้ และที่สำคัญคือ ผีมีความน่ากลัวและปรากฏตัวเพื่อมาหลอกหลอนตัวเอกของเรื่อง
แต่โลกความจริงใน ‘ความลักลั่นฯ’ กลับกลายเป็นว่า ผีมาปรากฏตัวนั่งคุยกับคน ผีนั่งกินอาหารบนโต๊ะร่วมกับคน ในขณะที่คนในวงสนทนาก็มองเห็นผี แต่ทำไม่สนใจราวกับผีไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น และแม้ว่าจะมีหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม ที่สนใจฟังคำพูดของผีคุณเนมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ แต่เธอเองก็ไม่ได้แสดงอาการสะพรึงกลัวแต่อย่างใด
ความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ใน ‘ความลักลั่นฯ’ จึงอยู่ที่การทำให้โลกของคนเป็นและโลกของคนตายไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน คุณเนมแม้จะตายเป็นผีไปแล้ว แต่จะพบว่าเขาไม่ได้มีพฤติกรรมหรือได้รับการปฏิบัติแบบ “ผี” และทำตัวราวกับว่าเขาคือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น นั่งกินอาหาร หรือตวาดเสียงดังด้วยความโมโหที่ไม่มีใครฟังเขาพูด
ผมคิดว่านัยของการนำเสนอเรื่องราวในโลกแห่งความจริงและโลกแห่งความมหัศจรรย์ ให้อยู่รวมกันภายใต้ตรรกะเดียวกันเช่นนี้ ก็คือ การตั้งคำถามว่าอะไรคือเส้นแบ่งของความจริงและความเหนือจริงนั่นเอง เพราะในโลกของ ‘ความลักลั่นฯ’ เป็นโลกที่เส้นแบ่งระหว่างคนเป็นกับคนตาย ความปกติกับความผิดปกติ และความจริงกับความเหนือจริงนั้น ไม่ชัดเจนตายตัว หรือเอาเข้าจริงแล้วเส้นแบ่งนั้นอาจจะไม่มีอยู่ก็ได้
นัยทางการเมืองที่สำคัญของหนังในการเล่นกับเส้นแบ่งตรงนี้ จึงน่าจะอยู่ที่ว่ามันเหมือนเป็นการกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความคลางแคลงใจกับ “ความจริง” สำเร็จรูปในเรื่องต่าง ๆ ที่ไหลเวียนในอยู่สังคม เพราะความจริงบางเรื่องมันมีความสลับซับซ้อนและยอกย้อนเกินกว่าจะด่วนสรุปโดยไม่สงสัย
ยิ่งกว่านั้น นอกจากหนังจะแสดงถึงความลักลั่นระหว่างความจริงกับความเหนือจริงผ่านลีลาการเดินเรื่องแล้ว วิธีการนำเสนอภาพในหนังเอง ก็ยังแสดงถึงความลักลั่นยอกย้อนในตัวเองอยู่ในตัว
เพราะจะสังเกตได้ว่า แม้ ‘ความลักลั่นฯ’ จะเป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้น โดยมีตัวละคร มีการจัดฉากและสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเป็นหนังที่ไม่ได้ถ่ายภาพด้วยแบบแผนการถ่ายหนังทั่วไป ที่มีการโฟกัส มีการจัดวางองค์ประกอบภาพ มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งมุมกล้อง หรือปรับระยะห่างของกล้อง
แต่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในหนัง กลับถูกถ่ายจากกล้องที่ตั้งนิ่ง ๆ จับภาพจากสองมุมของห้อง และภาพที่ปรากฏแก่สายตาคนดูตลอดทั้งเรื่องนั้น ก็เป็นภาพขาวดำอย่างจงใจ ราวกับเป็นภาพที่บันทึกจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งไว้ตามมุมต่าง ๆ ภายในบ้านเอเอฟ (Academy Fantasia)
นี่จึงเป็นความย้อนแย้งที่คนสร้างหนังสั้นเรื่องนี้ จงใจเล่นกับความรู้สึกของคนดู โดยเฉพาะคนดูที่มักจะถามหาความสมจริงจากหนัง ในแง่หนึ่ง คนดูประเภทนี้อาจรู้สึกว่า คนทำหนังขาดความแนบเนียน ตรงที่เล่นเอาบทพูดยาวเฟื้อยที่ดูเหมือนกับคัดจากหน้าหนังสือ มายัดใส่ปากตัวละคร ซึ่งไม่สมจริงเอาเสียเลย
แต่ในอีกแง่หนึ่ง การนำเสนอภาพเหตุการณ์ในหนังที่ถูกบันทึกนิ่ง ๆ ทื่อ ๆ ราวกับภาพที่ถ่ายจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในรายการเรียลลิตี้โชว์เช่นนี้ กลับกำลังจะบอกคนดูว่า ถ้าอยากดูความสมจริง ก็นี่ไงล่ะ ความจริงมันกำลังแสดงตัวอยู่ตรงหน้าคุณอยู่นี่ไง..
ชาย ไชยชิต
edit @ 14 Oct 2007 00:12:09 by prap and chai