เป็นชื่อของหนังใหม่ที่คาดว่าจะทำในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ครับ แต่จะเสร็จหรือไม่เสร็จอย่างไรอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกันกับการที่หนังอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านชื่อเรื่องและตัวเรื่อง เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายของมันปรากฏออกมา (เพราะตอนนี้ยังควานหาฟุตเตจเก่า ๆ ที่ตัวเองต้องการไม่เจอเลย) 555
จุดประสงค์สำคัญของการทำหนังเรื่องนี้ (เท่าที่คิดออกในตอนนี้) ก็คือ ผมอยากชวนคนดูคุยในสามประเด็น ได้แก่
หนึ่ง ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ได้ดูหนังต่างประเทศอยู่สองสามเรื่องที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “ผู้ชาย” มาก ๆ ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำหนังแบบลูกผู้ชายบ้าง
แต่เรื่องที่อยากเล่าในหนังก็คงจะไม่ใช่เรื่องของผู้ชายที่เข้มแข็งมาก ๆ เป็นชายเต็มชาย ทั้งโหด ทั้งเหี้ยมเกรียม อะไรทำนองนั้น
ขณะเดียวกัน ผู้ชายที่อยู่ในเรื่องเล่าของหนังเรื่องนี้ ก็คงจะไม่ใช่ผู้ชายที่ร้องไห้เป็น จนร้องมันบ่อย ๆ กระทั่งดูอ่อนแออ่อนย้วยในที่สุด
ทว่าสิ่งที่หนังเรื่องนี้อยากเล่าก็คือ เรื่องราวของผู้ชาย ที่ด้านหนึ่งก็ไม่ได้เข้มแข็งเหี้ยมเกรียมอะไรมากมาย แต่ออกจะอ่อนแออ่อนไหวอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแออ่อนไหวดังกล่าว ก็ไม่ได้เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของความเศร้าสลดเสียทีเดียว เพราะมันยังมีความเฉยชาเลือดเย็นแฝงอยู่
สอง ในเทศกาลหนังสั้นฯ ปีที่แล้ว ได้ดูหนังในสายรัตน์ เปสตันยีสองเรื่อง ที่มีคนทำเป็น subject ของหนัง (เรื่องหนึ่ง คนทำเป็นผู้แสดงในเรื่องราวที่เล่าเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของตัวเอง ส่วนอีกเรื่อง ภาพเหตุการณ์ของหนังทั้งหมดก็เป็นภาพที่มาจากมุมมองของคนทำ/ตัวละครสำคัญของเรื่อง)
หนังสองเรื่องนั้นได้ก่อแรงบันดาลใจให้ผมอยากสร้างหนังด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบดังกล่าวบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็เคยทำมาครั้งหนึ่งกับ หนัง “ผี”: 16 ปีแห่งความหลัง
โดยสิ่งที่ผมต้องการจะพูดคุยในประเด็นนี้ก็คือ การที่คนทำหนังเอาตัวเองเข้าไปเป็น subject ในหนังนั้น เรื่องที่เล่าซึ่งมักเป็นเรื่องใกล้ตัว/ส่วนตัว (หรือเสมือนว่าใกล้ตัว/ส่วนตัว) สามารถจะมีได้ทั้งด้านสว่างที่เสนอถึงความสุข ความอบอุ่น ความรัก ฯลฯ และด้านมืดที่เสนอถึงความเศร้า ความผิดพลาด ความเฉยชา ฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น คนทำหนังที่เป็น subject ของหนัง สามารถเป็นได้ทั้ง “ผู้กระทำ” ที่ทำได้ทั้งเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว และ “ผู้ถูกกระทำ” ที่ทั้งถูกรักหรือถูกทำร้ายร่างกาย/จิตใจ
สาม ผมอยากชวนคนดูสนทนาเรื่องแง่มุมบางด้านของ “ความตาย” ในหนัง
สรุปสาระสำคัญของประเด็นนี้อย่างสั้น ๆ ก็คือ การเล่าเรื่องถึงคนตายหรือความตายอย่างเศร้าโศกมักจะนำไปสู่การพูดถึงความดีของคนตายหรือความสูญเสียอันเกิดจากความตายนั้น ๆ แต่เพียงอย่างเดียว (ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเนื้อหาในหนังสืองานศพจำนวนมากของคนชั้นกลางเรื่อยไปถึงคนชั้นสูงในสังคมไทย)
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะเล่าเรื่องของคนตายหรือความตายใด ๆ (เอาแค่ความตายของคนธรรมดา ๆ ทั่วไปนี่แหละ) ออกมาในโทนที่เป็นสีเทา คือ คนตายนั้น ๆ มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี/เลวร้ายได้ (หรือบางครั้ง เรื่องเล่าดังกล่าวอาจล่วงถลำไปถึงโทนสีเทาค่อนข้างดำได้เหมือนกัน)
ตอนนี้ก็คิดออกเท่านี้แหละครับ
อ้อ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากบอกไว้ก่อนก็คือ เรื่องเล่าของหนังเรื่องนี้คงจะแตกต่างไปจากเรื่องเล่าใน ความลักลั่นของงานรื่นเริง และ วัฒนธรรมชาติ อยู่มากพอสมควรนะครับ
edit @ 5 Apr 2008 00:47:30 by prap and chai
edit @ 5 Apr 2008 00:48:11 by prap and chai