2008/Jun/11

8-10 มิ.ย. 2551

แล้วงานชิ้นล่าสุดก็สำเร็จลุล่วงไปได้เรียบร้อยครับ

หลังจากต้องปลุกปล้ำกับเครื่องคอมพิวเตอร์และเผชิญหน้ากับอาการไข้หวัดในช่วงท้าย ๆ ของการทำงาน แต่ในที่สุด ก็สามารถตัดต่อหนังออกมาได้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 10 มิถุนายนพอดี และได้จัดส่งหนังไปให้มูลนิธิหนังไทยทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้วภายในวันเดียวกัน

สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า วัตถุนิยาย: ชีวประวัติของเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง และหนังมีความยาวทั้งสิ้น 29 นาที 42 วินาที  

พอตัดต่อหนังเสร็จเมื่อช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 10 ก็ได้นั่งดูหนังเรื่องล่าสุดของตัวเองประมาณ 2-3 รอบ

โดยรวมแล้ว ผลงานที่ออกมาก็ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับโครงเรื่องคร่าว ๆ ที่วางไว้ แม้อาจมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเฉพาะหน้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมขณะถ่ายทำและตัดต่อ

หนังเรื่องล่าสุดนี้อาจไม่ได้มีความสนุกหรือมีอารมณ์ขันจิกกัดมากมายนักนะครับ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสังคม-การเมืองอย่างจริงจัง หรือให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเป็นอันดับแรก แต่มันจะเป็นหนังที่ประกอบไปด้วยวัตถุสิ่งของ สถานที่ ภาพถ่าย ภาพในจอโทรทัศน์ (ที่ชัดเจนและพร่าเลือน) ลายลักษณ์อักษรบนหน้ากระดาษ และเสียงบรรยายเชิงพร่ำพรรณนาว่าด้วยอดีตและปัจจุบัน (ไม่แน่ใจว่ารวมอนาคตด้วยหรือไม่?) ที่ดำเนินเคียงคู่กับหนังไปแทบตลอดทั้งเรื่อง

เชื่อว่า เมื่อคนดูส่วนใหญ่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อชวนง่วงนอนอยู่มากพอสมควร แต่หวังว่าหนังคงจะสามารถก่อให้เกิดการแสดงความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ และการสนทนาของคนดูตามมาได้บ้าง นอกจากนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีคนดูคนไหนที่มองว่าหนังเรื่องนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวอย่างฟูมฟายเกินไป 555 (เพราะตัวคนทำเองก็พยายามจะทำให้หนังมีความฟูมฟายน้อยที่สุดหรือไม่มีความฟูมฟายอยู่เลย)

 

ปล.

1. นอกจากเสียงบรรยายตลอดทั้งเรื่อง และภาพอวัยวะบางส่วนของผู้เล่าเรื่องแล้ว คนดูจะไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นมนุษย์คนอื่น ๆ เลยในหนังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าของหนังยังให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นอันดับแรก (แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำเสนอออกมาได้ดีแค่ไหน ในการพยายามเล่าเรื่องราวด้วยวิธีการเช่นนี้)

2. หนังเรื่องนี้อาจถูกนำเสนอด้วยวิธีการในแบบหนังสารคดี (สารคดีแบบเชย ๆ เสียด้วย 555) แต่สำหรับผมเรื่องราวในหนังมีความเป็น "นวนิยาย" มากกว่า "สารคดี" ครับ

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ในฐานะแฟนหนัง ขอบอกว่ารอดูด้วยใจระทึกครับ big smile big smile
#1  by  filmsick At 2008-06-11 09:42, 
ขอบคุณมากครับ
จะรอชมหนัง 3 เรื่องของคุณ filmsick เช่นกันครับ big smile
#2  by  prap and chai At 2008-06-12 21:50, 

จะรอดูหนังเรื่องนี้อย่างใจจรดใจจ่อเช่นกันครับ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าคนดูคนอื่นๆจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างต่อหนังเรื่องใหม่ของคุณปราปต์ แต่พอพูดถึงเสียงวิจารณ์เรื่องความฟูมฟายแล้ว ผมขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวตรงนี้ว่า มีหลายครั้งที่ผมคิดว่าหนังหรือละครเวทีเรื่องหนึ่งไม่มีความฟูมฟายเลย แต่บางคนกลับบอกว่าหนังหรือละครเวทีเรื่องนั้นมีความฟูมฟายอย่างมากๆ และก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งมีการเร้าอารมณ์ในแบบที่ให้ความรู้สึกแย่มากๆ แต่คนอื่นๆกลับชื่นชมหนังเรื่องนั้นมากๆ เพราะฉะนั้นผมก็เลยได้ข้อสรุปว่า “ความฟูมฟายในความเห็นของ A มีค่าเท่ากับ ความไม่ฟูมฟายเลยในความเห็นของ B” ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่ผมได้ยินคำวิจารณ์ว่าหนังเรื่องใดมีความฟูมฟาย ผมก็เลยได้ข้อสรุปว่า หนังเรื่องนั้นอาจจะฟูมฟายหรือไม่ฟูมฟายเลยก็ได้ในความเห็นของเราเอง
big smile big smile big smile
#3  by  MdS (58.136.25.230) At 2008-06-12 23:31, 
ขอขอบคุณและรู้สึกเห็นด้วยกับคอมเมนท์ของคุณ MdS มาก ๆ ครับ big smile
#4  by  prap and chai At 2008-06-14 01:25, 

<< Home


ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile