2008/Sep/09

“การลงประชามติ”  กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้รัฐบาลทำประชามติ เพื่อรับฟังเสียงประชาชนในการหาทางออกจากวิกฤตการณ์การยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

ข้อเสนอให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติดังกล่าว เริ่มมาจากสมาชิกพรรคพลังประชาชน เสนอความคิดให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางออกแก้วิกฤต และได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียง

ทางออกที่รัฐบาลนายสมัครต้องการให้ประชาชนออกเสียงประชามติตัดสินเลือก คือ 1) เห็นควรให้รัฐบาลอยู่บริหารประเทศต่อ หรือยุบสภาหรือลาออก? และ 2) เห็นควรให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมต่อไป หรือยุติการชุมนุม ?

กล่าวให้ง่ายก็คือ วิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ ควรปล่อยให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศ ตัดสินใจเลือกว่าจะ “เอารัฐบาล” หรือ “เอาพันธมิตรฯ” เป็นการหาทางออกโดยในเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศได้เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของประชามติจะเป็นตัวตัดสินว่ารัฐบาลควรอยู่หรือไป

ฝ่ายสนับสนุนข้อเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าวิธีนี้เป็นการแก้วิกฤตเมื่อการเมืองมาถึงทางตัน เป็นการหาทางออกตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ประเทศไหนก็ใช้กัน เพราะเป็นการตัดสินด้วยเสียงข้างมากของประชาชนทั้งประเทศ เหมือนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปตั้งรัฐบาล

ในขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการจัดการออกเสียงประชามติของรัฐบาล ด้วยเหตุผลหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การไม่มีกฎหมายที่จะมารองรับการจัดการออกเสียงประชามติ ปัญหาการซื้อเสียงหรือชักจูงชาวชนบท รัฐบาลอาจควบคุมจัดการผลคะแนนเสียงประชามติ การลงประชามติเป็นการพยายามหาทางยื้อเวลาของรัฐบาล ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ และเป็นการโยนให้ประชาชนตัดสินเลือกข้าง ซึ่งจะยิ่งนำไปสู่การแตกแยกมากขึ้นในสังคม

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแนวทางในการจัดการลงประชามติของรัฐบาลในครั้งนี้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะมีปัญหาในเชิงข้อกฎหมายหรือไม่ หรือจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกที่ควรหรือไม่นั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องหาข้อสรุปต่อไป แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน และดูจะไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดกันสักเท่าไหร่ ก็คือคำถามที่ว่า แนวคิดแบบนี้โดยตัวมันเองแล้ว เป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยอย่างไร?

นั่นคือ นอกจากจะถกเถียงกันในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงวิธีการปฏิบัติแล้ว ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม และควรต้องถกเถียงกันตั้งแต่แรกก็คือ ประเด็นนัยทางการเมืองของการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามว่า กระบวนการออกเสียงประชามติ (ที่คิดจะจัดขึ้น) ทำหน้าที่อย่างไรในระบบการเมือง?                   

เพราะการออกเสียงประชามติมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีนัยทางการเมืองที่แตกต่างกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ จากประวัติศาสตร์การจัดการออกเสียงประชามติในการเมืองสมัยใหม่ แสดงให้เห็นว่า “ประชามติ” เป็นได้ทั้งเครื่องมือที่ส่งผลบ่อนทำลาย และเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย

 

edit @ 9 Sep 2008 03:47:48 by prap and chai

edit @ 9 Sep 2008 03:49:58 by prap and chai

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ผมมองว่า การลงประชามติในกรณีแบบนี้ จะยิ่งสร้างบรรทัดฐานผิดๆให้กับสังคมการเมืองไทย จนยากเกินเยียวยาครับ

เพราะก็เท่ากับยอมรับการชุมนุมป่าเถื่อนของพันธมิตรในทางอ้อม และเป็นการหนีปัญหาของฝ่ายรัฐบาลเองด้วย
#1  by  nanoguy At 2008-09-09 04:09, 
big smile big smile
#2  by  mp3 (58.147.54.254) At 2009-06-29 09:25, 
การเมืองไทย
#3  by  iJigg (124.121.135.204) At 2009-11-19 13:48, 

<< Home


ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile