“การลงประชามติ” กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้รัฐบาลทำประชามติ เพื่อรับฟังเสียงประชาชนในการหาทางออกจากวิกฤตการณ์การยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก
ข้อเสนอให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติดังกล่าว เริ่มมาจากสมาชิกพรรคพลังประชาชน เสนอความคิดให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางออกแก้วิกฤต และได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพร้อมเพรียง
ทางออกที่รัฐบาลนายสมัครต้องการให้ประชาชนออกเสียงประชามติตัดสินเลือก คือ 1) เห็นควรให้รัฐบาลอยู่บริหารประเทศต่อ หรือยุบสภาหรือลาออก? และ 2) เห็นควรให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมต่อไป หรือยุติการชุมนุม ?
กล่าวให้ง่ายก็คือ วิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ ควรปล่อยให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศ ตัดสินใจเลือกว่าจะ “เอารัฐบาล” หรือ “เอาพันธมิตรฯ” เป็นการหาทางออกโดยในเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศได้เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของประชามติจะเป็นตัวตัดสินว่ารัฐบาลควรอยู่หรือไป
ฝ่ายสนับสนุนข้อเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าวิธีนี้เป็นการแก้วิกฤตเมื่อการเมืองมาถึงทางตัน เป็นการหาทางออกตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ประเทศไหนก็ใช้กัน เพราะเป็นการตัดสินด้วยเสียงข้างมากของประชาชนทั้งประเทศ เหมือนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปตั้งรัฐบาล
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการจัดการออกเสียงประชามติของรัฐบาล ด้วยเหตุผลหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การไม่มีกฎหมายที่จะมารองรับการจัดการออกเสียงประชามติ ปัญหาการซื้อเสียงหรือชักจูงชาวชนบท รัฐบาลอาจควบคุมจัดการผลคะแนนเสียงประชามติ การลงประชามติเป็นการพยายามหาทางยื้อเวลาของรัฐบาล ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ และเป็นการโยนให้ประชาชนตัดสินเลือกข้าง ซึ่งจะยิ่งนำไปสู่การแตกแยกมากขึ้นในสังคม
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแนวทางในการจัดการลงประชามติของรัฐบาลในครั้งนี้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะมีปัญหาในเชิงข้อกฎหมายหรือไม่ หรือจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกที่ควรหรือไม่นั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องหาข้อสรุปต่อไป แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน และดูจะไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดกันสักเท่าไหร่ ก็คือคำถามที่ว่า แนวคิดแบบนี้โดยตัวมันเองแล้ว เป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยอย่างไร?
นั่นคือ นอกจากจะถกเถียงกันในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงวิธีการปฏิบัติแล้ว ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม และควรต้องถกเถียงกันตั้งแต่แรกก็คือ ประเด็นนัยทางการเมืองของการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามว่า กระบวนการออกเสียงประชามติ (ที่คิดจะจัดขึ้น) ทำหน้าที่อย่างไรในระบบการเมือง?
เพราะการออกเสียงประชามติมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีนัยทางการเมืองที่แตกต่างกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ จากประวัติศาสตร์การจัดการออกเสียงประชามติในการเมืองสมัยใหม่ แสดงให้เห็นว่า “ประชามติ” เป็นได้ทั้งเครื่องมือที่ส่งผลบ่อนทำลาย และเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย
edit @ 9 Sep 2008 03:47:48 by prap and chai
edit @ 9 Sep 2008 03:49:58 by prap and chai