2008/Sep/10

“ประชามติ” ที่เป็นเครื่องมือตัดสินใจของผู้ปกครอง

           

ในการเมืองสมัยใหม่ ประชามติจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นกระบวนการสร้างความชอบธรรมแก่การตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครองรัฐ โดยผู้ปกครองเสนอทางเลือกการตัดสินใจให้ประชาชนออกเสียง “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับสิ่งที่ผู้ปกครองตัดสินใจ ในภาษาอังกฤษมีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกประชามติแบบนี้ว่า “plebiscite

คำว่า plebiscite มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ plebiscitum หมายถึง ข้อบัญญัติหรือกฎหมายที่ออกโดยสภาประชาชน (Concilium Plebis) ซึ่งปรากฏในช่วงที่โรมันปกครองในระบอบสาธารณรัฐ (Roman Republic, 509 – 27 B.C.)

ในกระบวนการพิจารณาออกกฎหมายที่เรียกว่า plebiscitum สำหรับประกาศบังคับใช้ต่อพลเมืองโรมันนั้น สภาประชาชนมิได้เป็นฝ่ายริเริ่ม หากแต่ฝ่ายผู้มีอำนาจการปกครอง (magistrate) เท่านั้น ที่มีอำนาจในการเรียกประชุมสภา และกำหนดว่าจะนำญัตติใดเข้ามาพิจารณา

สภาประชาชนมีหน้าที่เพียงการออกเสียงตัดสินใจ “รับรอง” หรือ “ไม่รับรอง” ข้อเสนอที่ฝ่ายบริหารเสนอมาเท่านั้น ไม่สามารถเสนอแก้ไขบทบัญญัติที่ฝ่ายปกครองเสนอมาแต่อย่างใด ข้อเสนอกฎหมายที่ได้รับการรับรองโดยเสียงข้างมากของสภาเท่านั้น จึงจะมีผลบังคับใช้ต่อพลเมืองโรมัน

การออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงของประชาชนโรมันในลักษณะนี้ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ “ประชามติ” ซึ่งมีหน้าที่เป็นกลไกการใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชนในกระบวนการปกครองของรัฐ (direct governance) โดยแปรเสียงสนับสนุนของประชาชนให้กลายเป็นฐานความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครอง

“ประชามติ” ในความหมายของคำว่า plebiscite จึงเป็นการที่ผู้ปกครองตั้งคำถามให้ประชาชนตัดสินใจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการกำหนดหรือตัดสินใจมาแล้ว แต่เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า สิ่งที่คิดหรือตัดสินใจเอาไว้จะได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการตามนั้น จึงต้องนำประเด็นดังกล่าวมาปรึกษาหารือขอความเห็นจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

ในการตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงแบบนี้ ประชาชนผู้ออกเสียงไม่จำเป็นต้องคิดพิจารณาประเด็นซับซ้อน หรือประเด็นปัญหาอื่นใดนอกเหนือจากประเด็นคำถาม เพราะผู้ปกครองได้คิดและตัดสินใจแล้ว ประชาชนจึงมีหน้าที่เพียงบอกว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับสิ่งที่ผู้ปกครองเสนอ

กล่าวโดยสรุป ลักษณะสำคัญของ “ประชามติ” แบบนี้ คือ 1) ผู้ปกครองเป็นฝ่ายกำหนดให้ประชาชนต้องออกเสียง 2) ประชาชนตัดสินใจรับรองหรือไม่รับรองในสิ่งที่ผู้ปกครองตัดสินใจไว้แล้ว 3) เป็นกลไกการปรึกษาหารือประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครอง ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยก็เดินหน้า แต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็อาจต้องกลับไปคิดทบทวน แล้วมาเสนอใหม่

ในบริบทการเมืองสมัยใหม่ ประชามติในฐานะที่เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่การตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครอง (plebiscite) ปรากฏชัดเจนในช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ในลักษณะที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนได้ออกเสียงแสดงความเห็นต่อประเด็นการตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอธิปไตยของรัฐ รวมถึงการตัดสินใจที่มีผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้างระบอบการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ

เป้าหมายหลักของการจัดการออกเสียงประชามติ จึงเป็นไปเพื่อปรึกษาหารือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย (popular consultation) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

ตัวอย่างเช่น ภายหลังยึดกุมอำนาจในรัฐบาลปฏิวัติ นโปเลียน โบนาปาร์ต ใช้การออกเสียงประชามติเป็นเครื่องมือสร้างกระแสสนับสนุนระบอบการปกครองของตนในหลายโอกาส โดยเฉพาะในกรณีการรับรองการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ นั่นคือ การออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญปีที่หนึ่ง (constitution of Year I) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1793 การรับรองรัฐธรรมนูญปีที่สาม (constitution of Year III) ในเดือนกันยายน ค.ศ.1795 และการรับรองรัฐธรรมนูญปีที่แปด (constitution of Year VIII) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1799

นอกจากนี้ นโปเลียนยังได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติขึ้นในดินแดนที่กองทัพรัฐบาลปฏิวัติเข้ายึดครอง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การสถาปนาระบอบการปกครองใหม่ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศส ดังเช่นการจัดให้ประชาชนชาวสวิสได้ลงคะแนนเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญสถาปนาระบอบการปกครองใหม่ ในปี ค.ศ.1798 ซึ่งเป็นการสถาปนาสาธารณรัฐเฮลเวติก (Helvetic Republic) ขึ้นเหนือดินแดนสวิตเซอร์แลนด์ ภายหลังกองทัพปฏิวัติฝรั่งเศสได้ล้มล้างระบอบการปกครองเดิมลง

ในเวลาต่อมา นโปเลียนยังได้ใช้การออกเสียงประชามติของประชาชน เป็นกลไกสร้างแรงสนับสนุนการครองอำนาจการเมืองให้กับตัวเองอีกด้วย นั่นคือ การออกเสียงประชามติรับรองการสถาปนาอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นโปเลียนมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดในตำแหน่งกงสุลของสาธารณรัฐ (Consul) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1800

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1802 นโปเลียนจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อรับรองให้เขาครองอำนาจการปกครองในตำแหน่งกงสุลตลอดชีพ (consul for life) และจัดการออกเสียงประชามติในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1804 เพื่อรับรองให้เขาเป็นจักรพรรดิ (emperor) ของจักรวรรดิฝรั่งเศส และสามารถสืบทอดอำนาจในวงศ์ตระกูล

ในเวลาต่อมา หลุยส์ นโปเลียน (Louis Napoleon) ผู้เป็นหลานของจักรพรรดินโปเลียนที่หนึ่ง ได้อาศัยวิธีการเดียวกันในการสร้างฐานความชอบธรรมแก่การครองอำนาจการปกครอง ได้แก่ การจัดการออกเสียงประชามติ วันที่ 21 และ 22 ธันวาคม ค.ศ.1851 เพื่อรับรองการรัฐประหารที่เกิดในเดือนเดียวกัน และการจัดการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1852 เพื่อรับรองการสถาปนาฟื้นคืนจักรวรรดิฝรั่งเศส

ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้การออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจในประเด็นเกี่ยวกับอธิปไตยของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วย นั่นคือ การจัดการออกเสียงประชามติในวันที่ 15 และ 22 เมษายน ค.ศ. 1860 เพื่อรับรองการผนวกรวมเมือง Nice และ Savoy เข้าเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส และการจัดการออกเสียงประชามติรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1870

“ประชามติ” ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่การตัดสินใจทางการเมืองของผู้ปกครอง (plebiscite) ถูกนำมาใช้อีกครั้งโดยรัฐบาลเยอรมัน วันที่ 12 พฤศจิกายน 1933 ฮิตเลอร์ได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ เสนอให้คนเยอรมันรับรองการตัดสินใจของฮิตเลอร์ในการถอนตัวออกจากการประชุมเจรจาลดกำลังอาวุธที่นครเจนีวา และถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ ผลก็คือ คนเยอรมันร้อยละ 95 “เห็นด้วย” กับการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาล โดยมีผู้ออกเสียงร้อยละ 96 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด

สำหรับการใช้ “ประชามติ” เป็นฐานสนับสนุนการครองอำนาจของผู้นำเยอรมันนั้น ปรากฏในการออกเสียงประชามติวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1934 รัฐบาลเสนอให้ประชาชนออกเสียงรับรองการขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ (Chancellor) ของฮิตเลอร์ ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีฮินเดนบูร์ก (Hindenburg) เสียชีวิต การลงประชามติครั้งนี้ มีผู้มาออกเสียงร้อยละ 95 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ผลปรากฏว่า ประชาชนเยอรมันร้อยละ 90 หรือกว่า 38 ล้านคน “เห็นด้วย” กับข้อเสนอดังกล่าว

29 มีนาคม ค.ศ. 1936 รัฐบาลเยอรมันจัดการออกเสียงประชามติ ให้ประชาชนแสดงความเห็นชอบกับการตัดสินใจของฮิตเลอร์ ในการส่งกองทัพบุกยึดครอง Rhineland ซึ่งมีสถานะเป็นดินแดนปลอดกองกำลังทหารภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ในครั้งนี้ มีผู้มาออกเสียงร้อยละ 98 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด โดยประชาชนร้อยละ 98.8 ลงคะแนน “เห็นชอบ” กับการบุกยึดครองดินแดนดังกล่าว

เช่นเดียวกับการลงประชามติในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์เสนอให้ประชาชนออกเสียงแสดงความเห็นชอบแก่การตัดสินใจนำกองทัพเยอรมันบุกยึดครองดินแดนออสเตรีย ผลก็คือ ประชาชนเยอรมันกว่าร้อยละ 99 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ลงคะแนน “เห็นด้วย” กับการยึดครองและผนวกรวมดินแดนออสเตรีย

ส่วนกรณีอื่น ๆ การออกเสียงเพื่อให้ประชาชนแสดงการตัดสินใจทางการเมือง (plebiscite) มักถูกใช้ในการตัดสินประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนระหว่างรัฐ และแบ่งแยกดินแดนก่อตั้งรัฐ-ชาติใหม่ โดยเฉพาะการลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างรัฐที่เป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ (League of Nations) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในกรณีนี้ ประชามติมีฐานะเป็นเครื่องมือใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ตามหลักการกำหนดตัดสินความเป็นไปด้วยตัวเอง (self-determination)

แม้จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การลงคะแนนประชามติตัดสินเรื่องพรมแดนและอธิไตยของรัฐ ยังคงปรากฏให้เห็น ในฐานะที่เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการปลดปล่อยอาณานิคม ในประเทศแถบอัฟริกาและเอเชีย เช่น การออกเสียงประชามติตัดสินอธิปไตยของนิวกีนีตะวันตก (West New Guinea) ในปี ค.ศ. 1969 หมู่เกาะไมโครนีเชียน (Micronesian) ในปี ค.ศ.1983 นามีเบีย (Namibia) ใน ปี ค.ศ. 1989 และควิเบค (Quebec) ใน ปี ค.ศ. 1995 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การออกเสียงประชามติตัดสินอำนาจอธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองในช่วงหลังนี้ มักได้รับการกล่าวถึงด้วยคำเรียกใหม่ คือ “plebiscitary referendum” และ “sovereignty referendum” ในขณะที่คำว่า “plebiscite” กลายเป็นคำที่มีนัยในทางลบ ใช้กล่าวถึง “ประชามติ” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมแก่การครองอำนาจของผู้นำเผด็จการ

 

edit @ 10 Sep 2008 01:06:49 by prap and chai

Comment

Comment:

Tweet


I Am Going To have to visit again whenever my course load lets up – however I am getting your Rss feed so i can go through your web blog offline. Thanks.
#7 by Hermes Birkin (103.7.57.18|120.33.245.157) At 2012-08-17 14:27,
Keep functioning ,terrific job!
http://www.hermeshandbagoutlet.com
#6 by Hermes Birkin (103.7.57.18|222.77.225.109) At 2012-07-14 07:50,
Good post! thanks for sharing! It is what i need. It is very useful for me
http://www.utopia5230.com
#5 by lingerie (103.7.57.18|175.44.27.246) At 2012-05-15 11:36,
Good post! thanks for sharing! It is what i need. It is very useful
http://www.hotstylehandbags.com
#4 by replica Louis Vuitton handbags (103.7.57.18|175.44.29.226) At 2012-05-14 07:49,
I really enjoyed reading your posts.In this blog more interesting posts are there..
I really like to visit here.I hope you will post more new information.
#3 by download torrents (2.85.6.195) At 2011-11-10 15:32,
มาเก็บเกี่ยวความรู้ครับ
#2 by iJigg (124.121.137.179) At 2009-08-20 23:51,
big smile big smile
#1 by mp3 (58.147.54.254) At 2009-06-29 09:25,

ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile