2008/Sep/12

คำถามต่อแนวคิด “การลงประชามติ” ของรัฐบาลนายสมัคร                       

การออกเสียงประชามติที่ปรากฏในประเทศประชาธิปไตยปัจจุบัน อาจจำแนกประเภทตาม “หน้าที่” ในระบบการเมือง ได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง (‘governing’ referendum) และการออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง (‘deadlock-breaking’ referendum           

การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง จะเห็นได้จากตัวอย่างของการลงคะแนนเสียงประชามติทั้งในระดับมลรัฐและระดับชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมาตรการการออกเสียงประชามติในระดับมลรัฐของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้น ส่วนการออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมืองนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวก็คือการออกเสียงประชามติในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญไทยเรานี่เอง           

โดยทั่วไปการออกเสียงประชามติเพื่อหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง มักจะเป็นการออกเสียงที่จัดให้มีขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ในกรณีที่รัฐบาลตกอยู่ในฐานะที่ต้องตัดสินใจในเรื่องซึ่งเป็นที่โต้แย้งถกเถียงอย่างกว้างขวางระหว่างสองทางเลือก หรือเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกข้างความเห็น ทั้งในฝ่ายบริหาร นักการเมืองในรัฐสภา และสาธารณชน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ รัฐบาลอาจหลีกเลี่ยงการตัดสินใจประเด็นนั้นด้วยตัวเอง โดยโยนความรับผิดชอบในการตัดสินใจไปให้ประชาชนได้อภิปรายถกเถียง โต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผล และตัดสินกันด้วยการลงคะแนนประชามติ            

ตัวอย่างของการออกเสียงประชามติประเภทนี้ ได้แก่ การตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นทางศีลธรรม อย่างการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การกำหนดเวลาปิดเปิดสถานบันเทิง การออกกฎหมายหย่าร้าง การทำแท้ง การแต่งงานของคนเพศเดียวกัน เป็นต้น รวมถึงการตัดสินใจซึ่งมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ เช่น การจัดการออกเสียงประมติให้ประชาชนอังกฤษตัดสินใจเลือกการเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป ในปี ค.ศ. 1975 เป็นต้น           

ในกรณีของไทย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติมาตรการออกเสียงประชามติในลักษณะดังกล่าวเอาไว้กว้าง ๆ โดยให้อำนาจคณะรัฐมนตรีในการจัดการออกเสียงประชามติ ในเรื่องที่เห็นว่าอาจกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน หรือในเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดไว้ รัฐบาลอาจจัดให้มีการออกเสียงเพื่อหาข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือจัดการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรีก็ได้ “เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ” (ซึ่งตอนนี้ยังเป็นแค่ร่าง)           

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทันทีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรคพลังประชาชนเสนอให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจเลือกระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนอย่างแข็งขัน คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบในวันถัดมา และโดยไม่ฟังเสียงโต้แย้งใด ๆ แนวคิดดังกล่าวก็นำไปสู่การผลักดันวุฒิสภาผ่านเร่งผ่านร่างกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ด้วยหวังว่าการจัดการลงคะแนนเสียงประชามติในระยะอันใกล้นี้จะเป็นทางออกให้ประเทศได้             

แต่ไม่ว่าในที่สุดแล้วกฎหมายดังกล่าวจะเสร็จทันหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การจัดการออกเสียงประชามติดังเช่นที่คณะรัฐมนตรีตั้งใจเอาไว้นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทุกฝ่ายก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้แนวคิดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก เพียงเพราะคิดถึงแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่คิดให้ถี่ถ้วนถึงผลกระทบข้างเคียงที่จะตามมา หากการลงประชามติที่รัฐบาลเสนอสามารถจัดขึ้นได้จริง           

ความคิดที่จะใช้การออกเสียงประชามติตัดสินว่าจะให้ “รัฐบาลอยู่ต่อ” หรือ “พันธมิตรฯ หยุดชุมนุม” ดังที่ปรากฏในขณะนี้ ไม่ว่าในทางปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ ก็เป็นความคิดที่อันตรายในตัวเอง และไม่ควรจะปล่อยให้ออกมาโห่รับกันจนถึงขณะนี้ เพราะโดยเจตนาแล้ว แสดงให้เห็นถึงการบิดเบือนเจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องการออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม)           

นั่นคือ การแปรเปลี่ยน “การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง” (‘deadlock-breaking’ referendum) มาเป็น “เครื่องมือสร้างความชอบธรรมแก่การครองอำนาจของรัฐบาล” (plebiscite) ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า ประชามติที่จัดขึ้น ถือเป็นการให้ประชาชนตัดสินใจใน “เรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มีผลต่อภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงผลกระทบต่อกระบวนการบริหารราชการ           

มองในแง่ร้ายสุด ๆ หากการลงคะแนนเสียงประชามติดังข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีสามารถเกิดขึ้นได้จริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลในอันใด และไม่ว่าผลประชามติจะมีนัยถึงการสนับสนุนรัฐบาลหรือพันธมิตรฯ ก็ล้วนแต่เป็นผลร้ายต่อระบบการเมืองทั้งสิ้น เพราะถึงแม้เจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติจะมิใช่การ “รับรองคณะบุคคล” ให้มีสถานะใดสถานะหนึ่ง หรือมีสิทธิพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากที่กฎหมายรับรอง ดังเช่นกรณีของนโปเลียนและฮิตเลอร์ดังกล่าวข้างต้น แต่เสียงข้างมากของประชาชนผู้ออกเสียงทั้งประเทศที่แสดงผ่านการลงคะแนนเสียงประชามติ ย่อมมีนัยถึงการให้ความชอบธรรมในสถานภาพบทบาทและอำนาจทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง            

มองในแง่ร้ายอีกเช่นกัน หากการลงคะแนนเสียงประชามติไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือเป็นทางออกให้กับวิกฤตครั้งนี้ได้ ซึ่งหมายถึงการเผชิญหน้าของกลุ่มพลังทั้งสองข้างยังคงดำเนินต่อไป การอ้างชัยชนะจากผลการออกเสียงประชามติ หรือการอ้างความเป็นตัวแทนผลประโยชน์ประเทศชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการทางการเมืองใด ๆ ของฝ่ายที่ชนะ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การแปรเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “เผด็จการจากเสียงข้างมากตามกฎหมาย” (legal dictatorship) ซึ่งแตะต้องไม่ได้ เพราะอ้างฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกราะกำบัง บ้านเมืองก็จะยิ่งยุ่งเหยิงกันไปใหญ่           

สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนแนวทางการลงประชามติต้องคิดให้มากคือ หากรัฐบาลนายสมัคร ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากการลงคะแนนเสียงประชามติ (ซึ่งนายสมัครเองก็คงคิดเช่นนั้น) สถานภาพความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนายกรัฐมนตรีไม่เพียงแต่จะอ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังสามารถอ้างความชอบธรรมจากเสียงส่วนใหญ่ของประชามติอีกชั้นหนึ่งด้วย            

ชัยชนะของประชามติจึงอาจกระทบต่อสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐสภา ในลักษณะที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจนำเหนือกว่ามากขึ้น เพราะในทางหลักการแล้ว การลงประชามติเลือกรัฐบาลนั้น ก็เท่ากับประชาชนโหวตสนับสนุนตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง และนัยทางการเมืองของการได้รับเสียงข้างมากจากประชามติก็คือ นายกรัฐมนตรีจะมีฐานะเปรียบเสมือน “ท่านผู้นำ” ซึ่งมีสถานภาพสูงส่งราวกับ “ประธานาธิบดี” และอ้างตนเป็นตัวแทนเจตจำนงประชาชนและความอยู่รอดของประเทศชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา           

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีควรจะล้มเลิมความคิดที่จะอาศัยการลงประชามติเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้เสียโดยเร็ว ในขณะที่รัฐสภาก็ไม่ควรจะเร่งรีบผลักดันการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพียงเพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดการลงคะแนนเสียงประชามติได้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่ควรจะศึกษาแนวทางการกำหนดกฎเกณฑ์และกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน            

และจะดีกว่านั้นมากหากมีการศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการออกเสียงประชามติที่เป็นเครื่องมือสำหรับปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนใช้สำหรับทักท้วงยับยั้งการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลและรัฐสภา แทนที่จะรีบเร่งออกกฎหมายเพื่อรองรับการใช้ประชามติเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมแก่รัฐบาลที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตความชอบธรรม           

คำถามต่อแนวคิด “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ              

มีเหตุผลมากมายที่ใครสักคนจะตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ คนจำนวนมากอาจสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นด้วยกับการแสดงบทบาทเฝ้าจับตาตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขัน นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงชนิดเจาะลึก และเปิดเผย “ความจริง” จากอีกด้านหนึ่ง ซึ่งไม่อาจหาดูหาฟังได้จากพื้นที่สื่อมวลชนกระแสหลัก อีกทั้งยังชี้ให้สังคมเห็นถึงภัยอันตรายของ “เผด็จการรัฐสภา” และการยึดกุมผูกขาดอำนาจการเมืองของกลุ่มทุน และชี้ให้เห็นว่าสังคมไม่ควรจะฝากอนาคตของประเทศชาติให้กับนักการเมืองที่ซื้อเสียงเลือกตั้งเข้ามาโกงกินประเทศและเลยเถิดถึงขั้น “ขายชาติ”            

ก่อนการรัฐประหาร เป้าหมายการชุมนุมของพันธมิตรฯ คือการโจมตีขับไล่ “ระบอบทักษิณ” ส่วนในครั้งนี้ นอกจากเป้าหมายที่ต้องการขับไล่ “รัฐบาลนอมินี” ของนายสมัครแล้ว พันธมิตรฯ ยังมุ่งวิพากษ์โจมตีความบกพร่องนานาประการของ “ระบบการเมืองแบบเก่า” เพื่อปูทางไปสู่การสร้าง “การเมืองใหม่” ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นต่อไป                       

เป็นไปได้ว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของความไม่ไว้วางใจนักการเมืองฉ้อฉลและประชาชนคนชั้นล่างที่ถูกชักจูงได้ง่ายนี้เอง ที่ทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อย แม้จะเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในหลาย ๆ ประเด็น เริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่า “หนทางที่พันธมิตรอ้างว่าจะนำพาประเทศชาติไปสู่นั้นถูกทิศถูกทางแล้วจริงหรือ?”              

พันธมิตรฯ พูดถูกที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง และการมีเลือกตั้งก็ไม่ได้เท่ากับมีประชาธิปไตยเสมอไป” แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรฉกฉวยความจริงข้อนี้มาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง หรือเห็นดีเห็นงามกับการเอาระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเข้ามาแทน เพราะไม่ว่านักการเมืองจะดีชั่วอย่างไร ที่สุดแล้วการเลือกตั้งก็ยังเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” ของระบบประชาธิปไตย            

เหตุผลง่าย ๆ คือเพราะถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่มีประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ใช่ “เงื่อนไขที่เพียงพอ” ของประชาธิปไตย การตรวจสอบถ่วงดุลและกำกับควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยการใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชนเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มการเมืองในระบบเลือกตั้ง             

แนวคิด “ประชาภิวัฒน์” ของพันธมิตรฯ ซึ่งเสนอให้ประชาชนเป็นผู้อภิวัฒน์การเมืองนั้น โดยหลักการแล้วต้องถือเป็นทิศทางที่ควรจะเป็น แต่ปัญหาคือ “ประชาชน” ผู้มีบทบาทอภิวัฒน์การเมือง หมายถึงเพียงมวลชนผู้ออกมาร่วมชุมนุม “อารยะขัดขืน” และผู้ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้นหรือ? แล้วกลุ่มคนจำนวนมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ หรือคนที่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แต่ไม่เห็นด้วยกับ “การเมืองใหม่” หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งรัฐบาลและพันธมิตรฯ จะมีความหมายและบทบาทอย่างไร ในเส้นทางการอภิวัฒน์การเมืองซึ่งพันธมิตรฯ กำลังจะนำทางไป?            

แม้แต่มวลชนผู้มีส่วนร่วมชุมนุมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกับพันธมิตรฯ เองนั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจขับไล่รัฐบาลแล้ว ประชาชนเหล่านั้นจะมีบทบาทและความหมายอย่างไรในระบบ “การเมืองใหม่” ? หรือสุดท้ายแล้ว ประชาชนก็มิได้มีบทบาทอำนาจที่มากขึ้นในระบบการเมืองใหม่ แต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือ แทนที่จะฝากอำนาจการเมืองไว้กับ “นักการเมือง” อย่างเก่า ก็แบ่งอำนาจการเมืองส่วนหนึ่งไปฝากไว้กับ “อภิสิทธิชน”?           

นี่เป็น “การเมืองใหม่” แล้วหรือ? หากคิดทบทวนให้ดีก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่ ในทำนองเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญ “ใหม่” หลังการรัฐประหาร แทนที่จะได้รูปแบบการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ใหม่กว่าเดิม ซึ่งตอบสนองรองรับกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ เรากลับได้ “วุฒิสภาแบบเก่า” มาแทน เพียงหวังกันว่าวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งจะสามารถใช้พลัง “คุณธรรมจริยธรรม” ทัดทานอำนาจทุนที่ครอบงำการเมืองได้           

แต่วิกฤตทางการเมืองในปัจจุบันก็เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า นับตั้งแต่วิกฤต “ระบอบทักษิณ” มาจนถึงวิกฤต “รัฐบาลนอมินี” ในขณะนี้ ระบบการเมืองที่เป็นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และแม้กระทั่งระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก็ยังคงไม่มีการปรับตัวรองรับทันความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจซึ่งเคลื่อนตัวมาจนไม่อาจหวนกลับได้            

หากมองในอีกแง่หนึ่ง แนวทางการแก้ปัญหาแบบย่ำเท้าอยู่กับที่ มุ่งแต่ขจัดปัญหาเฉพาะหน้าเช่นที่ผ่านมา กำลังสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองในสังคมไทยต่างหาก ที่เคลื่อนตัวช้ากว่าการทวีระดับความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง             

ปรากฏการณ์กลุ่มทุนเข้ายึดการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ อาจเป็นปัญหาใหม่สำหรับระบบการเมืองไทยในช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา แต่ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับระบบประชาธิปไตยในที่อื่น  ๆ อย่างน้อยที่สุดตัวอย่างของการเมืองอเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 ดังกล่าวมาข้างต้น ก็แสดงให้เห็นปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันได้เป็นอย่างดี           

“เผด็จการรัฐสภา” หรือปรากฏการณ์ที่รัฐบาลกุมเสียงข้างมากในสภาได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายค้านอ่อนแอไร้พลังนั้น ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทางตันของระบบการเมือง ซึ่งนำมาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางนอกระบบ หรือละทิ้งหลักการประชาธิปไตยได้ นั่นคือ วิกฤตของระบบการเมืองแบบตัวแทน เป็นอาการป่วยไข้ของระบบ ต้องแก้ไขเยียวยาด้วยวิถีทางภายในตัวระบบการเมืองเอง ไม่ใช่การแทรกแซงเปลี่ยนแปลงจากภายนอก           

ดังนั้น คำถามที่คนทุกกลุ่มในสังคมการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ และปัญญาชนในแวดวงวิศวกรรมโครงสร้างสถาบันการเมือง ควรจะร่วมกันหาคำตอบก็คือ “ในเวลานี้ประชาธิปไตยไทยเดินทางมาไกลจนถึงจุดที่เราไปต่อไม่ได้แล้วกระนั้นหรือ? เราทุกคนมั่นใจแล้วจริงหรือว่า “ระบบการปกครองโดยประชาชน” มันไม่เหมาะกับบ้านเมืองนี้ และดังนั้นจึงต้องหันไปใช้ “ระบบการปกครองโดยชนชั้นนำที่เป็นคนดี?”            

ตราบใดที่เราทุกคนยังยืนยันในสิทธิและเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ระบบการเมืองไทยก็ยังคงต้องมี “การเลือกตั้ง” ตัวแทนไปใช้อำนาจทางการเมือง แปรเปลี่ยนความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ออกเสียง มากกว่าจะเป็นการปกครองโดย “อภิสิทธิชน” ผู้มีระดับ “คุณธรรมจริยธรรม” สูงส่งเหนือคนทั่วไป นั่นคือ เรายังคงต้องการประชาธิปไตย           

ถ้าเราต้องการระบบการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ระบบการเมืองที่ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ระบบการเมืองที่ประชาชนมีบทบาทและอำนาจในการถ่วงดุลการใช้อำนาจของนักการเมือง ระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งแยกฝักฝ่ายของคนในสังคม ระบบการเมืองที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่จะรับฟัง วิพากษ์ โต้แย้งซึ่งกันและกันบนฐานของความมีเหตุมีผล และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่เห็นต่างอย่างสันติ ระบบการเมืองที่แปรเปลี่ยนการต่อสู้ด้วย “กำลังที่มากกว่า” มาเป็นการสู้ด้วย “จำนวนเสียงที่มากกว่า” และเรียนรู้ที่จะ “ใช้เหตุผลในการโน้มน้าวให้สนับสนุน” แทนที่จะต่อสู้แข่งขันกันด้วย “การปลุกระดมอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังฝ่ายที่เห็นต่าง”            

เช่นนั้นแล้ว ทำไมเราไม่ลองมองหาแนวทาง “ปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรง” ที่เหมาะสมกับระบบการเมืองไทยดูบ้าง?

 

edit @ 12 Sep 2008 03:27:23 by prap and chai

Comment

Comment:

Tweet


I Am Going To have to visit again whenever my course load lets up – however I am getting your Rss feed so i can go through your web blog offline. Thanks.
#10 by Hermes Birkin (103.7.57.18|120.33.245.157) At 2012-08-17 14:22,
Keep functioning ,terrific job!
http://www.hermeshandbagoutlet.com
#9 by Hermes Birkin (103.7.57.18|222.77.225.109) At 2012-07-14 07:49,
Good post! thanks for sharing! It is what i need. It is very useful for me
http://www.utopia5230.com
#8 by lingerie (103.7.57.18|175.44.27.246) At 2012-05-15 11:37,
Good post! thanks for sharing! It is what i need. It is very useful
http://www.hotstylehandbags.com
#7 by replica Louis Vuitton handbags (103.7.57.18|175.44.29.226) At 2012-05-14 07:55,
Nevertheless, you should not be embarrassed, just because the essays writers present the admission services essays and there’s not a problem to buy research paper and be totally satisfied.
#6 by seo expert (182.177.175.34) At 2012-02-28 12:22,
.Never had an idea about this, will look for more of such informative posts from your side.. good job
#5 by San Jose airport transportations (175.110.69.245) At 2012-02-24 23:24,
Excellent tips.Really useful stuff .Never had an idea about this, will look for more of such informative posts from your side.. good job...Keep it up.
#4 by condominium in chicago (175.110.69.201) At 2012-02-03 21:15,
The <a href="http://4submission.com">website submission services</a> will spread data just about Google keywords search data. That is very essential information for businessmen.
#3 by Underwood25Lara (31.184.236.16) At 2011-12-21 09:45,
ขอบคุณครับ
#2 by iJigg (124.121.137.179) At 2009-08-20 23:50,
big smile big smile
#1 by mp3 (58.147.54.254) At 2009-06-29 09:25,

ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile