Chai-Chaiyachit

นอกจากในบล็อกแห่งนี้แล้ว ผู้ที่สนใจบทความ นัยทางการเมืองของ "ประชามติ" ยังสามารถอ่านบทความดังกล่าวได้ที่ www.prachathai.com ตามลิงก์ต่อไปนี้คือ http://www.prachathai.com/05web/th/home/13627 

โดยในบทความฉบับที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักข่าวประชาไท จะมีรายชื่อหนังสืออ้างอิงที่ใช้ในการเขียนปรากฏอยู่ตรงส่วนท้ายของบทความด้วย

คำถามต่อแนวคิด “การลงประชามติ” ของรัฐบาลนายสมัคร                       

การออกเสียงประชามติที่ปรากฏในประเทศประชาธิปไตยปัจจุบัน อาจจำแนกประเภทตาม “หน้าที่” ในระบบการเมือง ได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง (‘governing’ referendum) และการออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง (‘deadlock-breaking’ referendum           

การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง จะเห็นได้จากตัวอย่างของการลงคะแนนเสียงประชามติทั้งในระดับมลรัฐและระดับชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมาตรการการออกเสียงประชามติในระดับมลรัฐของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้น ส่วนการออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมืองนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวก็คือการออกเสียงประชามติในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญไทยเรานี่เอง           

โดยทั่วไปการออกเสียงประชามติเพื่อหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง มักจะเป็นการออกเสียงที่จัดให้มีขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ในกรณีที่รัฐบาลตกอยู่ในฐานะที่ต้องตัดสินใจในเรื่องซึ่งเป็นที่โต้แย้งถกเถียงอย่างกว้างขวางระหว่างสองทางเลือก หรือเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกข้างความเห็น ทั้งในฝ่ายบริหาร นักการเมืองในรัฐสภา และสาธารณชน จนไม่สามารถหาข้อยุติได้ รัฐบาลอาจหลีกเลี่ยงการตัดสินใจประเด็นนั้นด้วยตัวเอง โดยโยนความรับผิดชอบในการตัดสินใจไปให้ประชาชนได้อภิปรายถกเถียง โต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผล และตัดสินกันด้วยการลงคะแนนประชามติ            

ตัวอย่างของการออกเสียงประชามติประเภทนี้ ได้แก่ การตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นทางศีลธรรม อย่างการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การกำหนดเวลาปิดเปิดสถานบันเทิง การออกกฎหมายหย่าร้าง การทำแท้ง การแต่งงานของคนเพศเดียวกัน เป็นต้น รวมถึงการตัดสินใจซึ่งมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ เช่น การจัดการออกเสียงประมติให้ประชาชนอังกฤษตัดสินใจเลือกการเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป ในปี ค.ศ. 1975 เป็นต้น           

ในกรณีของไทย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติมาตรการออกเสียงประชามติในลักษณะดังกล่าวเอาไว้กว้าง ๆ โดยให้อำนาจคณะรัฐมนตรีในการจัดการออกเสียงประชามติ ในเรื่องที่เห็นว่าอาจกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน หรือในเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดไว้ รัฐบาลอาจจัดให้มีการออกเสียงเพื่อหาข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หรือจัดการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรีก็ได้ “เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ” (ซึ่งตอนนี้ยังเป็นแค่ร่าง)           

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทันทีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรคพลังประชาชนเสนอให้รัฐบาลจัดการออกเสียงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจเลือกระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนอย่างแข็งขัน คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบในวันถัดมา และโดยไม่ฟังเสียงโต้แย้งใด ๆ แนวคิดดังกล่าวก็นำไปสู่การผลักดันวุฒิสภาผ่านเร่งผ่านร่างกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ด้วยหวังว่าการจัดการลงคะแนนเสียงประชามติในระยะอันใกล้นี้จะเป็นทางออกให้ประเทศได้             

แต่ไม่ว่าในที่สุดแล้วกฎหมายดังกล่าวจะเสร็จทันหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การจัดการออกเสียงประชามติดังเช่นที่คณะรัฐมนตรีตั้งใจเอาไว้นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทุกฝ่ายก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้แนวคิดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก เพียงเพราะคิดถึงแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่คิดให้ถี่ถ้วนถึงผลกระทบข้างเคียงที่จะตามมา หากการลงประชามติที่รัฐบาลเสนอสามารถจัดขึ้นได้จริง           

ความคิดที่จะใช้การออกเสียงประชามติตัดสินว่าจะให้ “รัฐบาลอยู่ต่อ” หรือ “พันธมิตรฯ หยุดชุมนุม” ดังที่ปรากฏในขณะนี้ ไม่ว่าในทางปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ ก็เป็นความคิดที่อันตรายในตัวเอง และไม่ควรจะปล่อยให้ออกมาโห่รับกันจนถึงขณะนี้ เพราะโดยเจตนาแล้ว แสดงให้เห็นถึงการบิดเบือนเจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องการออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม)           

นั่นคือ การแปรเปลี่ยน “การออกเสียงประชามติในฐานะที่เป็นช่องทางหาข้อยุติในการตัดสินใจทางการเมือง” (‘deadlock-breaking’ referendum) มาเป็น “เครื่องมือสร้างความชอบธรรมแก่การครองอำนาจของรัฐบาล” (plebiscite) ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า ประชามติที่จัดขึ้น ถือเป็นการให้ประชาชนตัดสินใจใน “เรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มีผลต่อภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงผลกระทบต่อกระบวนการบริหารราชการ           

มองในแง่ร้ายสุด ๆ หากการลงคะแนนเสียงประชามติดังข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีสามารถเกิดขึ้นได้จริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลในอันใด และไม่ว่าผลประชามติจะมีนัยถึงการสนับสนุนรัฐบาลหรือพันธมิตรฯ ก็ล้วนแต่เป็นผลร้ายต่อระบบการเมืองทั้งสิ้น เพราะถึงแม้เจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติจะมิใช่การ “รับรองคณะบุคคล” ให้มีสถานะใดสถานะหนึ่ง หรือมีสิทธิพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากที่กฎหมายรับรอง ดังเช่นกรณีของนโปเลียนและฮิตเลอร์ดังกล่าวข้างต้น แต่เสียงข้างมากของประชาชนผู้ออกเสียงทั้งประเทศที่แสดงผ่านการลงคะแนนเสียงประชามติ ย่อมมีนัยถึงการให้ความชอบธรรมในสถานภาพบทบาทและอำนาจทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง            

มองในแง่ร้ายอีกเช่นกัน หากการลงคะแนนเสียงประชามติไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือเป็นทางออกให้กับวิกฤตครั้งนี้ได้ ซึ่งหมายถึงการเผชิญหน้าของกลุ่มพลังทั้งสองข้างยังคงดำเนินต่อไป การอ้างชัยชนะจากผลการออกเสียงประชามติ หรือการอ้างความเป็นตัวแทนผลประโยชน์ประเทศชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการทางการเมืองใด ๆ ของฝ่ายที่ชนะ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การแปรเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “เผด็จการจากเสียงข้างมากตามกฎหมาย” (legal dictatorship) ซึ่งแตะต้องไม่ได้ เพราะอ้างฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกราะกำบัง บ้านเมืองก็จะยิ่งยุ่งเหยิงกันไปใหญ่           

สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนแนวทางการลงประชามติต้องคิดให้มากคือ หากรัฐบาลนายสมัคร ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากการลงคะแนนเสียงประชามติ (ซึ่งนายสมัครเองก็คงคิดเช่นนั้น) สถานภาพความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนายกรัฐมนตรีไม่เพียงแต่จะอ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังสามารถอ้างความชอบธรรมจากเสียงส่วนใหญ่ของประชามติอีกชั้นหนึ่งด้วย            

ชัยชนะของประชามติจึงอาจกระทบต่อสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐสภา ในลักษณะที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจนำเหนือกว่ามากขึ้น เพราะในทางหลักการแล้ว การลงประชามติเลือกรัฐบาลนั้น ก็เท่ากับประชาชนโหวตสนับสนุนตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง และนัยทางการเมืองของการได้รับเสียงข้างมากจากประชามติก็คือ นายกรัฐมนตรีจะมีฐานะเปรียบเสมือน “ท่านผู้นำ” ซึ่งมีสถานภาพสูงส่งราวกับ “ประธานาธิบดี” และอ้างตนเป็นตัวแทนเจตจำนงประชาชนและความอยู่รอดของประเทศชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา           

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีควรจะล้มเลิมความคิดที่จะอาศัยการลงประชามติเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้เสียโดยเร็ว ในขณะที่รัฐสภาก็ไม่ควรจะเร่งรีบผลักดันการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพียงเพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดการลงคะแนนเสียงประชามติได้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่ควรจะศึกษาแนวทางการกำหนดกฎเกณฑ์และกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน            

และจะดีกว่านั้นมากหากมีการศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการออกเสียงประชามติที่เป็นเครื่องมือสำหรับปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนใช้สำหรับทักท้วงยับยั้งการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลและรัฐสภา แทนที่จะรีบเร่งออกกฎหมายเพื่อรองรับการใช้ประชามติเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมแก่รัฐบาลที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตความชอบธรรม           

คำถามต่อแนวคิด “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ              

มีเหตุผลมากมายที่ใครสักคนจะตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ คนจำนวนมากอาจสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเห็นด้วยกับการแสดงบทบาทเฝ้าจับตาตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขัน นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงชนิดเจาะลึก และเปิดเผย “ความจริง” จากอีกด้านหนึ่ง ซึ่งไม่อาจหาดูหาฟังได้จากพื้นที่สื่อมวลชนกระแสหลัก อีกทั้งยังชี้ให้สังคมเห็นถึงภัยอันตรายของ “เผด็จการรัฐสภา” และการยึดกุมผูกขาดอำนาจการเมืองของกลุ่มทุน และชี้ให้เห็นว่าสังคมไม่ควรจะฝากอนาคตของประเทศชาติให้กับนักการเมืองที่ซื้อเสียงเลือกตั้งเข้ามาโกงกินประเทศและเลยเถิดถึงขั้น “ขายชาติ”            

ก่อนการรัฐประหาร เป้าหมายการชุมนุมของพันธมิตรฯ คือการโจมตีขับไล่ “ระบอบทักษิณ” ส่วนในครั้งนี้ นอกจากเป้าหมายที่ต้องการขับไล่ “รัฐบาลนอมินี” ของนายสมัครแล้ว พันธมิตรฯ ยังมุ่งวิพากษ์โจมตีความบกพร่องนานาประการของ “ระบบการเมืองแบบเก่า” เพื่อปูทางไปสู่การสร้าง “การเมืองใหม่” ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นต่อไป                       

เป็นไปได้ว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของความไม่ไว้วางใจนักการเมืองฉ้อฉลและประชาชนคนชั้นล่างที่ถูกชักจูงได้ง่ายนี้เอง ที่ทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อย แม้จะเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในหลาย ๆ ประเด็น เริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่า “หนทางที่พันธมิตรอ้างว่าจะนำพาประเทศชาติไปสู่นั้นถูกทิศถูกทางแล้วจริงหรือ?”              

พันธมิตรฯ พูดถูกที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง และการมีเลือกตั้งก็ไม่ได้เท่ากับมีประชาธิปไตยเสมอไป” แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรฉกฉวยความจริงข้อนี้มาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง หรือเห็นดีเห็นงามกับการเอาระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเข้ามาแทน เพราะไม่ว่านักการเมืองจะดีชั่วอย่างไร ที่สุดแล้วการเลือกตั้งก็ยังเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” ของระบบประชาธิปไตย            

เหตุผลง่าย ๆ คือเพราะถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่มีประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ใช่ “เงื่อนไขที่เพียงพอ” ของประชาธิปไตย การตรวจสอบถ่วงดุลและกำกับควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยการใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชนเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มการเมืองในระบบเลือกตั้ง             

แนวคิด “ประชาภิวัฒน์” ของพันธมิตรฯ ซึ่งเสนอให้ประชาชนเป็นผู้อภิวัฒน์การเมืองนั้น โดยหลักการแล้วต้องถือเป็นทิศทางที่ควรจะเป็น แต่ปัญหาคือ “ประชาชน” ผู้มีบทบาทอภิวัฒน์การเมือง หมายถึงเพียงมวลชนผู้ออกมาร่วมชุมนุม “อารยะขัดขืน” และผู้ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้นหรือ? แล้วกลุ่มคนจำนวนมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ หรือคนที่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แต่ไม่เห็นด้วยกับ “การเมืองใหม่” หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งรัฐบาลและพันธมิตรฯ จะมีความหมายและบทบาทอย่างไร ในเส้นทางการอภิวัฒน์การเมืองซึ่งพันธมิตรฯ กำลังจะนำทางไป?            

แม้แต่มวลชนผู้มีส่วนร่วมชุมนุมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกับพันธมิตรฯ เองนั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจขับไล่รัฐบาลแล้ว ประชาชนเหล่านั้นจะมีบทบาทและความหมายอย่างไรในระบบ “การเมืองใหม่” ? หรือสุดท้ายแล้ว ประชาชนก็มิได้มีบทบาทอำนาจที่มากขึ้นในระบบการเมืองใหม่ แต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือ แทนที่จะฝากอำนาจการเมืองไว้กับ “นักการเมือง” อย่างเก่า ก็แบ่งอำนาจการเมืองส่วนหนึ่งไปฝากไว้กับ “อภิสิทธิชน”?           

นี่เป็น “การเมืองใหม่” แล้วหรือ? หากคิดทบทวนให้ดีก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่ ในทำนองเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญ “ใหม่” หลังการรัฐประหาร แทนที่จะได้รูปแบบการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ใหม่กว่าเดิม ซึ่งตอบสนองรองรับกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ เรากลับได้ “วุฒิสภาแบบเก่า” มาแทน เพียงหวังกันว่าวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งจะสามารถใช้พลัง “คุณธรรมจริยธรรม” ทัดทานอำนาจทุนที่ครอบงำการเมืองได้           

แต่วิกฤตทางการเมืองในปัจจุบันก็เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า นับตั้งแต่วิกฤต “ระบอบทักษิณ” มาจนถึงวิกฤต “รัฐบาลนอมินี” ในขณะนี้ ระบบการเมืองที่เป็นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และแม้กระทั่งระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก็ยังคงไม่มีการปรับตัวรองรับทันความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจซึ่งเคลื่อนตัวมาจนไม่อาจหวนกลับได้            

หากมองในอีกแง่หนึ่ง แนวทางการแก้ปัญหาแบบย่ำเท้าอยู่กับที่ มุ่งแต่ขจัดปัญหาเฉพาะหน้าเช่นที่ผ่านมา กำลังสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองในสังคมไทยต่างหาก ที่เคลื่อนตัวช้ากว่าการทวีระดับความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง             

ปรากฏการณ์กลุ่มทุนเข้ายึดการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ อาจเป็นปัญหาใหม่สำหรับระบบการเมืองไทยในช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา แต่ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับระบบประชาธิปไตยในที่อื่น  ๆ อย่างน้อยที่สุดตัวอย่างของการเมืองอเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 ดังกล่าวมาข้างต้น ก็แสดงให้เห็นปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันได้เป็นอย่างดี           

“เผด็จการรัฐสภา” หรือปรากฏการณ์ที่รัฐบาลกุมเสียงข้างมากในสภาได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายค้านอ่อนแอไร้พลังนั้น ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นทางตันของระบบการเมือง ซึ่งนำมาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางนอกระบบ หรือละทิ้งหลักการประชาธิปไตยได้ นั่นคือ วิกฤตของระบบการเมืองแบบตัวแทน เป็นอาการป่วยไข้ของระบบ ต้องแก้ไขเยียวยาด้วยวิถีทางภายในตัวระบบการเมืองเอง ไม่ใช่การแทรกแซงเปลี่ยนแปลงจากภายนอก           

ดังนั้น คำถามที่คนทุกกลุ่มในสังคมการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ และปัญญาชนในแวดวงวิศวกรรมโครงสร้างสถาบันการเมือง ควรจะร่วมกันหาคำตอบก็คือ “ในเวลานี้ประชาธิปไตยไทยเดินทางมาไกลจนถึงจุดที่เราไปต่อไม่ได้แล้วกระนั้นหรือ? เราทุกคนมั่นใจแล้วจริงหรือว่า “ระบบการปกครองโดยประชาชน” มันไม่เหมาะกับบ้านเมืองนี้ และดังนั้นจึงต้องหันไปใช้ “ระบบการปกครองโดยชนชั้นนำที่เป็นคนดี?”            

ตราบใดที่เราทุกคนยังยืนยันในสิทธิและเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ระบบการเมืองไทยก็ยังคงต้องมี “การเลือกตั้ง” ตัวแทนไปใช้อำนาจทางการเมือง แปรเปลี่ยนความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ออกเสียง มากกว่าจะเป็นการปกครองโดย “อภิสิทธิชน” ผู้มีระดับ “คุณธรรมจริยธรรม” สูงส่งเหนือคนทั่วไป นั่นคือ เรายังคงต้องการประชาธิปไตย           

ถ้าเราต้องการระบบการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ระบบการเมืองที่ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ระบบการเมืองที่ประชาชนมีบทบาทและอำนาจในการถ่วงดุลการใช้อำนาจของนักการเมือง ระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่สำหรับการแบ่งแยกฝักฝ่ายของคนในสังคม ระบบการเมืองที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่จะรับฟัง วิพากษ์ โต้แย้งซึ่งกันและกันบนฐานของความมีเหตุมีผล และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่เห็นต่างอย่างสันติ ระบบการเมืองที่แปรเปลี่ยนการต่อสู้ด้วย “กำลังที่มากกว่า” มาเป็นการสู้ด้วย “จำนวนเสียงที่มากกว่า” และเรียนรู้ที่จะ “ใช้เหตุผลในการโน้มน้าวให้สนับสนุน” แทนที่จะต่อสู้แข่งขันกันด้วย “การปลุกระดมอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังฝ่ายที่เห็นต่าง”            

เช่นนั้นแล้ว ทำไมเราไม่ลองมองหาแนวทาง “ปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรง” ที่เหมาะสมกับระบบการเมืองไทยดูบ้าง?

 

edit @ 12 Sep 2008 03:27:23 by prap and chai

 

เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงในฐานะ “ทางเลี่ยง” การผูดขาดอำนาจการเมืองของตัวแทน

           

 

ในประเทศสหรัฐอเมริกา การใช้สิทธิพลเมืองผ่านช่องทางการริเริ่มเสนอกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) รวมกันแล้ว มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กระบวนการนิติบัญญัติทางตรง” (direct legislation) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “ตัวปิดนิรภัย” (safety valve) ในระบบการเมือง สำหรับป้องกันการใช้อำนาจบริหารอย่างฉ้อฉลหรือเบียดบังผลประโยชน์สาธารณะโดยนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้าไปใช้อำนาจในนามประชาชน

           

ในขณะเดียวกัน เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงดังกล่าว ยังเป็น “ทางเลี่ยง” (bypass) ในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ประชาชนสามารถผลักเจตนารมณ์ร่วมหรือมติสาธารณะให้แปรเปลี่ยนเป็นกฎหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับตัวแทนในสภา ซึ่งมักจะตอบสนองต่อมติพรรคและกลุ่มทุนผู้สนับสนุนมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะแต่เพียงอย่างเดียว

           

แม้ว่าจารีตปฏิบัติในการมีส่วนร่วมใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงของพลเมือง (direct government) จะปรากฏให้เห็นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในรูปของการอภิปรายถกเถียงแสดงความคิดเห็นและการออกเสียงลงมติเพื่อกำหนดกฎหมายในที่ประชุมสภาเมือง (town meeting) โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ผู้อพยพชาวอังกฤษเข้ามาตั้งรกรากอย่างเมืองนิวอิงแลนด์ แต่ความพยายามสร้างเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนธรรมดา จากการใช้อำนาจฉ้อฉลของตัวแทนที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมือง เริ่มปรากฏอย่างชัดเจนในราวปลายศตวรรษที่ 19

           

นั่นคือ การรณรงค์ผลักดันการปฏิรูปสังคมและการเมืองของ “ขบวนการประชานิยม” (Populist movement) ที่ก่อตัวและเคลื่อนไหวในแถบภาคใต้และตอนกลางของภาคตะวันตก (Midwest) ของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1890 กระแสหนึ่ง และการเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy device) เพื่อเป็นกลไกในการปฏิรูประบบการเมืองอเมริกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 โดยขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive movement) อีกกระแสหนึ่ง

           

ขบวนการประชานิยม (Populist movement) เป็นชื่อที่ใช้เรียกขานขบวนการเกษตรกรในภาคใต้และตอนกลางของภาคตะวันตก (Midwest) ของสหรัฐอเมริกาที่ก่อตัวขึ้นและเคลื่อนไหวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จุดเริ่มต้นของการรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการประชานิยม เกิดจากความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในหมู่เกษตรกรชาวนา

           

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินจากลงทุนเพาะปลูก ปัญหาการผูกขาดกำหนดอัตราค่าขนส่งสินค้าการเกษตรของบริษัทเอกชนเจ้าของกิจการเดินรถไฟ การโก่งราคาค่าเช่ายุ้งฉางสำหรับเก็บผลผลิตระหว่างรอการขนส่งไปจำหน่าย การผูกขาดราคาสินค้าอุปกรณ์และเครื่องจักรการเกษตร และปัญหาดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ชาวนาส่วนใหญ่เผชิญกับหนี้สินที่พอกพูนเพิ่มขึ้น สุดท้ายเกษตรหลายรายต้องสูญเสียในที่ดินทำกินของครอบครัวให้กับบริษัทรับจำนองที่ดิน และกลายเป็นแรงงานรับจ้าง

 

ปัญหาความอยู่รอดของเกษตรกรดังกล่าว ได้นำมาสู่การรวมกลุ่มเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนา (Granger movement) ขึ้นในปี ค.ศ. 1867 ภายใต้ชื่อ “Patrons of Husbandry” โดยเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนผลประโยชน์ของชาวนาชาวไร่ เช่น การแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความรู้ด้านการเกษตร การรวมกลุ่มกันลงทุนสร้างยุ้งฉาง และจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักรการเกษตร เป็นต้น ในเวลาต่อมาได้พัฒนาไปสู่การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเด่นชัดขึ้น โดยเริ่มจากการเคลื่อนไหวกดดันกลุ่มธุรกิจที่ถูกมองว่าเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร อย่างบริษัทขนส่งเดินรถไฟ นายทุนการเงินธนาคาร และนายทุนเก็งกำไรที่ดิน

           

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1880 การเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการชาวนา ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มนักธุรกิจและพ่อค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในเวลานั้น กลุ่มคนงานเหมืองแร่ แรงงานรับจ้างรายวัน และคนงานกรรมกร ก่อเกิดเป็นกลุ่ม “พันธมิตรชาวนา” (Farmer’s Alliance) ในฐานะกลุ่มทางการเมืองที่เป็นอิสระจากขั้วพรรคการเมือง (nonpartisan) โดยมีฐานสนับสนุนจากประชาชนคนสามัญในแถบภาคใต้ ภาคตะวันตก และตอนกลางของภาคตะวันตก เขตพื้นที่ที่ขบวนการพันธมิตรชาวนามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้มแข็งอย่างมาก ได้แก่ Texas, Dakotas, Kansas, Oklahoma, Alabama, California และ Colorado

 

ระหว่างปี ค.ศ. 1889 – 1891 ขบวนการพันธมิตรชาวนามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแข็งขัน มีการสัญจรจัดประชุมวางแผนการปฏิบัติการทางการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จนสามารถผลักดันกระบวนการบัญญัติกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับได้สำเร็จ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับมลรัฐ กระทั่งในปี ค.ศ. 1890 กลุ่มพันธมิตรชาวนาได้ผนึกกำลังกันจัดตั้งพรรคการเมืองระดับชาติขึ้นภายใต้ชื่อ “พรรคประชาชน” (People’s party / Populist party) เพื่อส่งผู้สมัครของพรรคลงเลือกตั้งแข่งขันกับผู้สมัครของสองพรรคหลัก คือ พรรคเดโมแครต (Democratic party) และพรรครีพับลิกัน (Republican party) ที่ยึดกุมเวทีการเมืองมาโดยตลอด

 

 

นับแต่นั้นมาการเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายของผู้สนับสนุนพรรคประชาชนก็เริ่มเป็นที่รู้จักทั่วไปในนาม “ขบวนการประชานิยม” (populist movement) การเคลื่อนไหวทางการเมืองมีเป้าหมายหลักของอยู่ที่การมุ่งโจมตีบทบาทของกลุ่มนายทุนผูกขาด บรรษัทขนาดใหญ่ นายทุนการเงิน และกลุ่มธุรกิจเดินรถไฟ ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลต่อนักการเมืองในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการแสวงหาผลกำไรและผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจบนความเดือดร้อนของเกษตรกร

 

 

ขบวนการประชานิยมมองว่าวิธีเดียวที่กลุ่มเกษตรกรจะสามารถต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มทุนได้ ก็คือการสร้างแนวร่วมพันธมิตรเพื่อส่งผู้สมัครเข้าสู่การเมือง และดำเนินการผลักดันมาตรการทางกฎหมาย สำหรับเป็นเครื่องมือในการกำกับควบคุมกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงปกป้องช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันเอง

 

การรณรงค์หาเสียงสนับสนุนทางการเมืองในช่วงแรก พุ่งความสนใจไปที่การนำเสนอมาตรการในการเยียวยาปัญหาความเดือนร้อนของเกษตรกรเป็นหลัก ได้แก่ การผลักดันให้รัฐบาลเข้าครอบครองกิจการเดินรถไฟ การขจัดการผูดขาดทางธุรกิจ การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า การขยายแหล่งเงินกู้สำหรับเกษตรกร การยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในเขตชนบทห่างไกล เป็นต้น

 

จนในปี ค.ศ. 1892 หลังจากมีการจัดประชุมใหญ่ระดับชาติที่เมือง Omaha พรรคประชาชนจึงได้มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นผ่านการกำหนดแนวนโยบายประชานิยม (Populist Party platform, July 4, 1892) นำเสนอมาตรการเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น มติสาธารณะถูกปิดกั้น ปัญหาหนี้สิน บ้านติดจำนอง ที่ดินตกเป็นของนายทุนเก็งกำไร และแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ

           

เจตนารมณ์หลักในแนวนโยบายประชานิยมของพรรค ปรากฏในส่วนอารัมภบทของ “Populist Party platform” นั่นคือความมุ่งหมายที่ต้องการ “คืนอำนาจการปกครองของประเทศให้อยู่ในมือของประชาชนคนธรรมดา” (“We seek to restore the government of the Republic to the hands of the ‘Plain people’.”) และการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างระบบการเมืองเสียใหม่ ผ่านการดำเนินมาตรการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรง

           

มาตรการที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาไตร่ตรองร่างกฎหมาย โดยปฏิรูปกระบวนการนิติบัญญัติด้วยการสร้างกลไกการริเริ่มเสนอกฎหมายของประชาชน (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) การตัดขาดอิทธิพลกดดันการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนโดยให้ใช้วิธีการออกเสียงทางลับ (Secret ballot) การลดบทบาทครอบงำสมาชิกสภานิติบัญญัติของนักล็อบบี้และเจ้าพ่อพรรคการเมืองโดยให้ประชาชนเลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยตรง เป็นต้น

           

การเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันแนวคิดและข้อเสนอมาตรการปฏิรูประบบการเมืองด้วยกลไกประชาธิปไตยทางตรงของขบวนการประชานิยมและพรรคประชาชน (People’s party) ในช่วงทศวรรษที่ 1880 และ 1890 ได้ปูทางไปสู่การก่อเกิดกระแสการปฏิรูปที่รู้จักกันในนาม “Progressive movement” ซึ่งขยายวงกว้างออกไปยังรัฐต่าง ๆ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900

           

การเกิดขึ้นของขบวนการปฏิรูปการเมืองดังกล่าว เป็นผลมาจากปัจจัยที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ อิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ที่สนับสนุนการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองอเมริกันด้วยเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง และการเกิดขึ้นของผู้นำทางการเมืองนักปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive leader) ที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทโดดเด่นในหลายรัฐ

           

ท่ามกลางกระแสความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อปัญหาการทุจริตฉ้อฉลที่เกิดขึ้นในรัฐบาลท้องถิ่น รวมตลอดจนปัญหาการควบคุมการตัดสินใจในสภานิติบัญญัติของรัฐโดยกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจที่มีอิทธิพลเข้มแข็ง ได้เกิดสื่อสิ่งพิมพ์สนับสนุนประชาธิปไตยทางตรงจำนวนมาก ซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้นำขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าในรัฐต่าง ๆ

           

ในระยะแรก สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยทางตรงแก่สาธารณชนอเมริกัน ก็คือ หนังสือพิมพ์สำนักข่าวอังกฤษ (British Press) ซึ่งได้ตีพิมพ์บทความต่อเนื่อง นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติทางตรง (direct legislation) ที่เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บทความชุดดังกล่าวทำให้สาธารณชนอเมริกันเกิดกระแสความตื่นตัวและสนใจในมาตรการการออกเสียงประชามติในวงกว้างมากขึ้น และส่งผลให้บรรดาผู้นำขบวนการรณรงค์การปฏิรูปการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มนำเอามาตรการประชาธิปไตยทางตรงมาผนวกเข้ากับข้อเสนอการรณรงค์เคลื่อนไหวผลักดันการปฏิรูปการเมืองของตน

           

นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว ยังมีการเผยแพร่สิ่งพิมพ์ในรูปของแผ่นพับ และหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนกระบวนการนิติบัญญัติทางตรงอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือที่อธิบายถึงกระบวนการริเริ่มเสนอกฎหมายโดยประชาชน (initiative) และลงคะแนนออกเสียงประชามติ (referendum) ตัวอย่างที่สำคัญเช่น งานเขียนของ Nathan Cree ชื่อ Direct Legislation by the  People ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1892 และหนังสือมีชื่อว่า Direct Legislation by the Citizenship through the Initiaive and Referendum ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1893 ผู้เขียนคือ J.W.Sullivan ผู้นำขบวนการแรงงาน ซึ่งมีอาชีพนักหนังสือพิมพ์และทำหน้าที่บรรณาธิการในส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปสังคม

           

ก่อนหน้าหนังสือเล่มดังกล่าวจะตีพิมพ์ออกมานั้น Sullivan ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การจัดระบบนิติบัญญัติทางตรงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อกลับมาจึงได้เขียนบทความบอกเล่าเกี่ยวกับแนวทางการริเริ่มเสนอกฎหมายและการออกเสียงประชามติของชาวสวิสเผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1889 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษที่ 1890 ประสบการณ์ที่ได้พบเห็นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทำให้เขาเชื่อว่า กระบวนการนิติบัญญัติทางตรง มิใช่สิ่งที่ปฏิบัติจริงไม่ได้ (impractical) หรือเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน (utopia scheme) แต่ยังจะสามารถนำมาปฏิบัติในระบบการเมืองอเมริกันได้ด้วย

           

แม้จะมีกระแสต่อต้านโจมตีแนวคิดนิติบัญญัติทางตรงอยู่บ้าง เช่น หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ใน California ซึ่งเห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยทางตรง เป็นการปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจทางการเมืองขององค์กรนิติบัญญัติไปอยู่ในมือฝูงชนที่โง่เขลาและไร้ความรับผิดชอบ เป็นต้น แต่การนำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงผ่านสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมากในช่วงเวลานั้น ก็ส่งผลให้กระแสการรณรงค์สนับสนุนมาตรการนิติบัญญัติทางตรงในรัฐต่าง ๆ ขยายตัวมากยิ่งขึ้น

           

จากเดิมที่การเคลื่อนไหวรณรงค์ยังคงจำกัดตัวอยู่แค่ในกลุ่มผู้สนับสนุนไม่กี่กลุ่ม เช่น กลุ่มคนที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยม (Socialists) สมาชิกพรรคประชาชน (People’s party) สมาชิกกลุ่มพันธมิตรชาวนา (Farmer’s Alliance) และกลุ่มสหภาพแรงงาน (labor federations) กระแสการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยทางตรงก็เริ่มขยายไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ได้แก่ ขบวนการรณรงค์เรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของสตรี (Women’s Suffrage Association) กลุ่มองค์กรต่อต้านการละเมิดข้อห้ามทางศีลธรรม (Prohibitionists) และกลุ่มองค์กรต่อต้านอบายมุข (temperance organization) โดยแต่ละกลุ่มต่างก็มุ่งหวังว่ากระบวนการนิติบัญญัติทางตรงจะเป็นช่องทางที่ทำให้ตนเองสามารถผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายของขบวนการได้โดยไม่ต้องผ่านพรรคการเมืองที่ครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจ

           

นอกจากนั้น ผลที่ตามมาจากการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยทางตรงผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังก่อให้เกิดบุคคลผู้เป็นหัวหอกนำการรณรงค์สนับสนุนการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงขึ้นในรัฐต่าง ๆ ทั่วอเมริกา โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการรัฐ สมาชิกวุฒิสภา นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

           

การเคลื่อนไหวรณรงค์ของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าในรัฐต่าง ๆ ดำเนินไปภายใต้บทบาทของผู้นำนักกิจกรรม ซึ่งทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเผยแพร่ให้ความรู้และระดมพลังสนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงจากประชาชนภายในรัฐของตัวเอง ผู้นำการรณรงค์การปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Eltweed Pomeroy ผู้นำกลุ่ม single-tax, U’Ren และ Herbert S. Bigelow แห่งรัฐโอไฮโอ, John R. Haynes แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย, Jonathan Bourne วุฒิสมาชิกจากรัฐโอเรกอน, Robert M. La Follette แห่งรัฐวิสคอนซิน, Joseph Folk ผู้ว่าการรัฐมิสซูรี, George Norris แห่งรัฐเนบราสกา, Theodore Roosvelt แห่งนิวยอร์ก และ Woodrow Wilson แห่งรัฐนิวเจอร์ซี เป็นต้น

           

เป้าหมายหลักของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าคือ การพยายามหาทางทำให้ระบบการเมืองเปิดช่องสำหรับการมีส่วนร่วมและคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้กลับไปอยู่ในมือประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยการมุ่งทำลายเครือข่ายอิทธิพลและการคอรัปชั่นของจักรกลการเมือง (political machine) เจ้าพ่อพรรคการเมือง (party boss) และกลุ่มธุรกิจการเมือง (special interest group) ซึ่งล้วนเป็นอาการป่วยไข้ของระบบการเมืองแบบตัวแทนในขณะนั้น

           

สำหรับมาตรการสำคัญในการเยียวยาฟื้นฟูระบบการเมือง ได้แก่ การสร้างเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง อันประกอบด้วย การใช้สิทธิริเริ่มเสนอกฎหมายของประชาชน (initiative) การลงคะแนนเสียงประชามติ (referendum) และการเข้าชื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (recall) เพื่อเป็นกลไกป้องกัน (safety valve) ไม่ให้ผลประโยชน์และเสียงเรียกร้องต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกกีดกันออกจากกระบวนการนิติบัญญัติในสภาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงเป็นกลไกบังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องเอาใจใส่ในความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนระดับล่างมากขึ้น

           

ในช่วงทศวรรษที่ 1900 การเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันให้มีการบรรจุมาตรการประชาธิปไตยทางตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ภายใต้บทบาทขององค์กรปฏิรูปการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากในเวลานั้น ได้แก่ Lincoln – Roosevelt Republican League, Direct Legislation League, Union Reform League, Anti – Saloon League และกลุ่ม Anti – Southern Pacific

           

กรณีตัวอย่างของความสำเร็จในการผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรงของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าที่โดดเด่นที่สุด ก็คือ การบัญญัติเพิ่มเติมมาตรการประชาธิปไตยทางตรงในรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผลจากการระดมพลังสนับสนุนจากประชาชนและกลุ่มองค์กรพันธมิตรต่าง ๆโดย John R. Haynes ผู้นำองค์กรสันนิบาตนิติบัญญัติทางตรง (Direct Legislation League) จนสามารถผลักดันให้พรรคการเมืองหลักทั้งสองพรรคยอมรับข้อเสนอมาตรการประชาธิปไตยทางตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรค

           

หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ. 1910 เมื่อ Hiram Johnson ตัวแทนขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐคนใหม่ และได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาสายรีพับลิกันที่สนับสนุนการปฏิรูป (Progressive republican) ทั้ง Harney, Johnson และกลุ่มผู้สนับสนุนนโยบายปฏิรูปการเมือง จึงร่วมกันผลักดันข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการประชาธิปไตยทางตรงในรัฐธรรมนูญต่อสภา และได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติของรัฐ ในปี ค.ศ. 1911

           

ความสำเร็จของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive movement) ในการผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรงผ่านการบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรัฐต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มลรัฐโดยส่วนใหญ่มักจะยอมรับเฉพาะมาตรการนิติบัญญัติทางตรง ซึ่งประกอบด้วยการริเริ่มเสนอกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) แต่ยังปฏิเสธมาตรการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐ (recall) เพราะเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ด้วยเกรงว่าจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การยื่นถอดถอนผู้พิพากษา เป็นต้น

           

กล่าวโดยสรุป ภายใต้กระแสการรณรงค์ผลักดันการปฏิรูปสังคมและการเมืองในช่วงดังกล่าว การออกเสียงประชามติได้รับการอภิปรายถกเถียงทั้งเชิงหลักการ คุณค่า ตลอดจนวิธีปฏิบัติ ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านภายในสังคมอเมริกันวงกว้าง ผลประการสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การออกเสียงประชามติได้กลายเป็นมาตรการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ผ่านการใช้สิทธิยับยั้งการตัดสินใจทางการเมืองในระบบตัวแทน มาตรการมีส่วนร่วมทางตรงดังกล่าวข้างต้น ได้รับการบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ ในเวลาต่อมา และได้มีการปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจบัน

 

edit @ 12 Sep 2008 03:13:56 by prap and chai



ปราปต์ บุนปาน และ ชาย ไชยชิต
View full profile