เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงในฐานะ “ทางเลี่ยง” การผูดขาดอำนาจการเมืองของตัวแทน
ในประเทศสหรัฐอเมริกา การใช้สิทธิพลเมืองผ่านช่องทางการริเริ่มเสนอกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) รวมกันแล้ว มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กระบวนการนิติบัญญัติทางตรง” (direct legislation) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “ตัวปิดนิรภัย” (safety valve) ในระบบการเมือง สำหรับป้องกันการใช้อำนาจบริหารอย่างฉ้อฉลหรือเบียดบังผลประโยชน์สาธารณะโดยนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้าไปใช้อำนาจในนามประชาชน
ในขณะเดียวกัน เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงดังกล่าว ยังเป็น “ทางเลี่ยง” (bypass) ในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ประชาชนสามารถผลักเจตนารมณ์ร่วมหรือมติสาธารณะให้แปรเปลี่ยนเป็นกฎหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับตัวแทนในสภา ซึ่งมักจะตอบสนองต่อมติพรรคและกลุ่มทุนผู้สนับสนุนมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะแต่เพียงอย่างเดียว
แม้ว่าจารีตปฏิบัติในการมีส่วนร่วมใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงของพลเมือง (direct government) จะปรากฏให้เห็นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในรูปของการอภิปรายถกเถียงแสดงความคิดเห็นและการออกเสียงลงมติเพื่อกำหนดกฎหมายในที่ประชุมสภาเมือง (town meeting) โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ผู้อพยพชาวอังกฤษเข้ามาตั้งรกรากอย่างเมืองนิวอิงแลนด์ แต่ความพยายามสร้างเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนธรรมดา จากการใช้อำนาจฉ้อฉลของตัวแทนที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและการเมือง เริ่มปรากฏอย่างชัดเจนในราวปลายศตวรรษที่ 19
นั่นคือ การรณรงค์ผลักดันการปฏิรูปสังคมและการเมืองของ “ขบวนการประชานิยม” (Populist movement) ที่ก่อตัวและเคลื่อนไหวในแถบภาคใต้และตอนกลางของภาคตะวันตก (Midwest) ของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1890 กระแสหนึ่ง และการเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy device) เพื่อเป็นกลไกในการปฏิรูประบบการเมืองอเมริกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 โดยขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive movement) อีกกระแสหนึ่ง
ขบวนการประชานิยม (Populist movement) เป็นชื่อที่ใช้เรียกขานขบวนการเกษตรกรในภาคใต้และตอนกลางของภาคตะวันตก (Midwest) ของสหรัฐอเมริกาที่ก่อตัวขึ้นและเคลื่อนไหวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จุดเริ่มต้นของการรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการประชานิยม เกิดจากความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในหมู่เกษตรกรชาวนา
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินจากลงทุนเพาะปลูก ปัญหาการผูกขาดกำหนดอัตราค่าขนส่งสินค้าการเกษตรของบริษัทเอกชนเจ้าของกิจการเดินรถไฟ การโก่งราคาค่าเช่ายุ้งฉางสำหรับเก็บผลผลิตระหว่างรอการขนส่งไปจำหน่าย การผูกขาดราคาสินค้าอุปกรณ์และเครื่องจักรการเกษตร และปัญหาดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอัตราสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ชาวนาส่วนใหญ่เผชิญกับหนี้สินที่พอกพูนเพิ่มขึ้น สุดท้ายเกษตรหลายรายต้องสูญเสียในที่ดินทำกินของครอบครัวให้กับบริษัทรับจำนองที่ดิน และกลายเป็นแรงงานรับจ้าง
ปัญหาความอยู่รอดของเกษตรกรดังกล่าว ได้นำมาสู่การรวมกลุ่มเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนา (Granger movement) ขึ้นในปี ค.ศ. 1867 ภายใต้ชื่อ “Patrons of Husbandry” โดยเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนผลประโยชน์ของชาวนาชาวไร่ เช่น การแบ่งปันแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความรู้ด้านการเกษตร การรวมกลุ่มกันลงทุนสร้างยุ้งฉาง และจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องจักรการเกษตร เป็นต้น ในเวลาต่อมาได้พัฒนาไปสู่การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเด่นชัดขึ้น โดยเริ่มจากการเคลื่อนไหวกดดันกลุ่มธุรกิจที่ถูกมองว่าเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร อย่างบริษัทขนส่งเดินรถไฟ นายทุนการเงินธนาคาร และนายทุนเก็งกำไรที่ดิน
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1880 การเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการชาวนา ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มนักธุรกิจและพ่อค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในเวลานั้น กลุ่มคนงานเหมืองแร่ แรงงานรับจ้างรายวัน และคนงานกรรมกร ก่อเกิดเป็นกลุ่ม “พันธมิตรชาวนา” (Farmer’s Alliance) ในฐานะกลุ่มทางการเมืองที่เป็นอิสระจากขั้วพรรคการเมือง (nonpartisan) โดยมีฐานสนับสนุนจากประชาชนคนสามัญในแถบภาคใต้ ภาคตะวันตก และตอนกลางของภาคตะวันตก เขตพื้นที่ที่ขบวนการพันธมิตรชาวนามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้มแข็งอย่างมาก ได้แก่ Texas, Dakotas, Kansas, Oklahoma, Alabama, California และ Colorado
ระหว่างปี ค.ศ. 1889 – 1891 ขบวนการพันธมิตรชาวนามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแข็งขัน มีการสัญจรจัดประชุมวางแผนการปฏิบัติการทางการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ จนสามารถผลักดันกระบวนการบัญญัติกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับได้สำเร็จ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับมลรัฐ กระทั่งในปี ค.ศ. 1890 กลุ่มพันธมิตรชาวนาได้ผนึกกำลังกันจัดตั้งพรรคการเมืองระดับชาติขึ้นภายใต้ชื่อ “พรรคประชาชน” (People’s party / Populist party) เพื่อส่งผู้สมัครของพรรคลงเลือกตั้งแข่งขันกับผู้สมัครของสองพรรคหลัก คือ พรรคเดโมแครต (Democratic party) และพรรครีพับลิกัน (Republican party) ที่ยึดกุมเวทีการเมืองมาโดยตลอด
นับแต่นั้นมาการเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายของผู้สนับสนุนพรรคประชาชนก็เริ่มเป็นที่รู้จักทั่วไปในนาม “ขบวนการประชานิยม” (populist movement) การเคลื่อนไหวทางการเมืองมีเป้าหมายหลักของอยู่ที่การมุ่งโจมตีบทบาทของกลุ่มนายทุนผูกขาด บรรษัทขนาดใหญ่ นายทุนการเงิน และกลุ่มธุรกิจเดินรถไฟ ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลต่อนักการเมืองในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการแสวงหาผลกำไรและผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจบนความเดือดร้อนของเกษตรกร
ขบวนการประชานิยมมองว่าวิธีเดียวที่กลุ่มเกษตรกรจะสามารถต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มทุนได้ ก็คือการสร้างแนวร่วมพันธมิตรเพื่อส่งผู้สมัครเข้าสู่การเมือง และดำเนินการผลักดันมาตรการทางกฎหมาย สำหรับเป็นเครื่องมือในการกำกับควบคุมกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงปกป้องช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันเอง
การรณรงค์หาเสียงสนับสนุนทางการเมืองในช่วงแรก พุ่งความสนใจไปที่การนำเสนอมาตรการในการเยียวยาปัญหาความเดือนร้อนของเกษตรกรเป็นหลัก ได้แก่ การผลักดันให้รัฐบาลเข้าครอบครองกิจการเดินรถไฟ การขจัดการผูดขาดทางธุรกิจ การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า การขยายแหล่งเงินกู้สำหรับเกษตรกร การยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในเขตชนบทห่างไกล เป็นต้น
จนในปี ค.ศ. 1892 หลังจากมีการจัดประชุมใหญ่ระดับชาติที่เมือง Omaha พรรคประชาชนจึงได้มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นผ่านการกำหนดแนวนโยบายประชานิยม (Populist Party platform, July 4, 1892)นำเสนอมาตรการเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น มติสาธารณะถูกปิดกั้น ปัญหาหนี้สิน บ้านติดจำนอง ที่ดินตกเป็นของนายทุนเก็งกำไร และแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ
เจตนารมณ์หลักในแนวนโยบายประชานิยมของพรรค ปรากฏในส่วนอารัมภบทของ “Populist Party platform” นั่นคือความมุ่งหมายที่ต้องการ “คืนอำนาจการปกครองของประเทศให้อยู่ในมือของประชาชนคนธรรมดา” (“We seek to restore the government of the Republic to the hands of the ‘Plain people’.”) และการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างระบบการเมืองเสียใหม่ ผ่านการดำเนินมาตรการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรง
มาตรการที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาไตร่ตรองร่างกฎหมาย โดยปฏิรูปกระบวนการนิติบัญญัติด้วยการสร้างกลไกการริเริ่มเสนอกฎหมายของประชาชน (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) การตัดขาดอิทธิพลกดดันการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนโดยให้ใช้วิธีการออกเสียงทางลับ (Secret ballot) การลดบทบาทครอบงำสมาชิกสภานิติบัญญัติของนักล็อบบี้และเจ้าพ่อพรรคการเมืองโดยให้ประชาชนเลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยตรง เป็นต้น
การเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันแนวคิดและข้อเสนอมาตรการปฏิรูประบบการเมืองด้วยกลไกประชาธิปไตยทางตรงของขบวนการประชานิยมและพรรคประชาชน (People’s party) ในช่วงทศวรรษที่ 1880 และ 1890 ได้ปูทางไปสู่การก่อเกิดกระแสการปฏิรูปที่รู้จักกันในนาม “Progressive movement” ซึ่งขยายวงกว้างออกไปยังรัฐต่าง ๆ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900
การเกิดขึ้นของขบวนการปฏิรูปการเมืองดังกล่าว เป็นผลมาจากปัจจัยที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ อิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ที่สนับสนุนการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองอเมริกันด้วยเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง และการเกิดขึ้นของผู้นำทางการเมืองนักปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive leader) ที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทโดดเด่นในหลายรัฐ
ท่ามกลางกระแสความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อปัญหาการทุจริตฉ้อฉลที่เกิดขึ้นในรัฐบาลท้องถิ่น รวมตลอดจนปัญหาการควบคุมการตัดสินใจในสภานิติบัญญัติของรัฐโดยกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจที่มีอิทธิพลเข้มแข็ง ได้เกิดสื่อสิ่งพิมพ์สนับสนุนประชาธิปไตยทางตรงจำนวนมาก ซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้นำขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าในรัฐต่าง ๆ
ในระยะแรก สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยทางตรงแก่สาธารณชนอเมริกัน ก็คือ หนังสือพิมพ์สำนักข่าวอังกฤษ (British Press) ซึ่งได้ตีพิมพ์บทความต่อเนื่อง นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติทางตรง (direct legislation) ที่เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บทความชุดดังกล่าวทำให้สาธารณชนอเมริกันเกิดกระแสความตื่นตัวและสนใจในมาตรการการออกเสียงประชามติในวงกว้างมากขึ้น และส่งผลให้บรรดาผู้นำขบวนการรณรงค์การปฏิรูปการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มนำเอามาตรการประชาธิปไตยทางตรงมาผนวกเข้ากับข้อเสนอการรณรงค์เคลื่อนไหวผลักดันการปฏิรูปการเมืองของตน
นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว ยังมีการเผยแพร่สิ่งพิมพ์ในรูปของแผ่นพับ และหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนกระบวนการนิติบัญญัติทางตรงอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือที่อธิบายถึงกระบวนการริเริ่มเสนอกฎหมายโดยประชาชน (initiative) และลงคะแนนออกเสียงประชามติ (referendum) ตัวอย่างที่สำคัญเช่น งานเขียนของ Nathan Cree ชื่อ Direct Legislation by the People ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1892 และหนังสือมีชื่อว่า Direct Legislation by the Citizenship through the Initiaive and Referendum ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1893 ผู้เขียนคือ J.W.Sullivan ผู้นำขบวนการแรงงาน ซึ่งมีอาชีพนักหนังสือพิมพ์และทำหน้าที่บรรณาธิการในส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปสังคม
ก่อนหน้าหนังสือเล่มดังกล่าวจะตีพิมพ์ออกมานั้น Sullivan ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การจัดระบบนิติบัญญัติทางตรงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อกลับมาจึงได้เขียนบทความบอกเล่าเกี่ยวกับแนวทางการริเริ่มเสนอกฎหมายและการออกเสียงประชามติของชาวสวิสเผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1889 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษที่ 1890 ประสบการณ์ที่ได้พบเห็นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทำให้เขาเชื่อว่า กระบวนการนิติบัญญัติทางตรง มิใช่สิ่งที่ปฏิบัติจริงไม่ได้ (impractical) หรือเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน (utopia scheme) แต่ยังจะสามารถนำมาปฏิบัติในระบบการเมืองอเมริกันได้ด้วย
แม้จะมีกระแสต่อต้านโจมตีแนวคิดนิติบัญญัติทางตรงอยู่บ้าง เช่น หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ใน California ซึ่งเห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยทางตรง เป็นการปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจทางการเมืองขององค์กรนิติบัญญัติไปอยู่ในมือฝูงชนที่โง่เขลาและไร้ความรับผิดชอบ เป็นต้น แต่การนำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงผ่านสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมากในช่วงเวลานั้น ก็ส่งผลให้กระแสการรณรงค์สนับสนุนมาตรการนิติบัญญัติทางตรงในรัฐต่าง ๆ ขยายตัวมากยิ่งขึ้น
จากเดิมที่การเคลื่อนไหวรณรงค์ยังคงจำกัดตัวอยู่แค่ในกลุ่มผู้สนับสนุนไม่กี่กลุ่ม เช่น กลุ่มคนที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยม (Socialists) สมาชิกพรรคประชาชน (People’s party) สมาชิกกลุ่มพันธมิตรชาวนา (Farmer’s Alliance) และกลุ่มสหภาพแรงงาน (labor federations) กระแสการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยทางตรงก็เริ่มขยายไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ได้แก่ ขบวนการรณรงค์เรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของสตรี (Women’s Suffrage Association) กลุ่มองค์กรต่อต้านการละเมิดข้อห้ามทางศีลธรรม (Prohibitionists) และกลุ่มองค์กรต่อต้านอบายมุข (temperance organization) โดยแต่ละกลุ่มต่างก็มุ่งหวังว่ากระบวนการนิติบัญญัติทางตรงจะเป็นช่องทางที่ทำให้ตนเองสามารถผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายของขบวนการได้โดยไม่ต้องผ่านพรรคการเมืองที่ครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจ
นอกจากนั้น ผลที่ตามมาจากการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยทางตรงผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังก่อให้เกิดบุคคลผู้เป็นหัวหอกนำการรณรงค์สนับสนุนการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงขึ้นในรัฐต่าง ๆ ทั่วอเมริกา โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการรัฐ สมาชิกวุฒิสภา นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
การเคลื่อนไหวรณรงค์ของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าในรัฐต่าง ๆ ดำเนินไปภายใต้บทบาทของผู้นำนักกิจกรรม ซึ่งทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเผยแพร่ให้ความรู้และระดมพลังสนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงจากประชาชนภายในรัฐของตัวเอง ผู้นำการรณรงค์การปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Eltweed Pomeroy ผู้นำกลุ่ม single-tax, U’Ren และ Herbert S. Bigelow แห่งรัฐโอไฮโอ, John R. Haynes แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย, Jonathan Bourne วุฒิสมาชิกจากรัฐโอเรกอน, Robert M. La Follette แห่งรัฐวิสคอนซิน, Joseph Folk ผู้ว่าการรัฐมิสซูรี, George Norris แห่งรัฐเนบราสกา, Theodore Roosvelt แห่งนิวยอร์ก และ Woodrow Wilson แห่งรัฐนิวเจอร์ซี เป็นต้น
เป้าหมายหลักของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าคือ การพยายามหาทางทำให้ระบบการเมืองเปิดช่องสำหรับการมีส่วนร่วมและคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้กลับไปอยู่ในมือประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยการมุ่งทำลายเครือข่ายอิทธิพลและการคอรัปชั่นของจักรกลการเมือง (political machine) เจ้าพ่อพรรคการเมือง (party boss) และกลุ่มธุรกิจการเมือง (special interest group) ซึ่งล้วนเป็นอาการป่วยไข้ของระบบการเมืองแบบตัวแทนในขณะนั้น
สำหรับมาตรการสำคัญในการเยียวยาฟื้นฟูระบบการเมือง ได้แก่ การสร้างเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรง อันประกอบด้วย การใช้สิทธิริเริ่มเสนอกฎหมายของประชาชน (initiative) การลงคะแนนเสียงประชามติ (referendum) และการเข้าชื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (recall) เพื่อเป็นกลไกป้องกัน (safety valve) ไม่ให้ผลประโยชน์และเสียงเรียกร้องต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกกีดกันออกจากกระบวนการนิติบัญญัติในสภาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงเป็นกลไกบังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องเอาใจใส่ในความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนระดับล่างมากขึ้น
ในช่วงทศวรรษที่ 1900 การเคลื่อนไหวรณรงค์ผลักดันให้มีการบรรจุมาตรการประชาธิปไตยทางตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ภายใต้บทบาทขององค์กรปฏิรูปการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากในเวลานั้น ได้แก่ Lincoln – Roosevelt Republican League, Direct Legislation League, Union Reform League, Anti – Saloon League และกลุ่ม Anti – Southern Pacific
กรณีตัวอย่างของความสำเร็จในการผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรงของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าที่โดดเด่นที่สุด ก็คือ การบัญญัติเพิ่มเติมมาตรการประชาธิปไตยทางตรงในรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผลจากการระดมพลังสนับสนุนจากประชาชนและกลุ่มองค์กรพันธมิตรต่าง ๆโดย John R. Haynes ผู้นำองค์กรสันนิบาตนิติบัญญัติทางตรง (Direct Legislation League) จนสามารถผลักดันให้พรรคการเมืองหลักทั้งสองพรรคยอมรับข้อเสนอมาตรการประชาธิปไตยทางตรงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรค
หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ. 1910 เมื่อ Hiram Johnson ตัวแทนขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้าได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐคนใหม่ และได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาสายรีพับลิกันที่สนับสนุนการปฏิรูป (Progressive republican) ทั้ง Harney, Johnson และกลุ่มผู้สนับสนุนนโยบายปฏิรูปการเมือง จึงร่วมกันผลักดันข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการประชาธิปไตยทางตรงในรัฐธรรมนูญต่อสภา และได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติของรัฐ ในปี ค.ศ. 1911
ความสำเร็จของขบวนการปฏิรูปเพื่อความก้าวหน้า (Progressive movement) ในการผลักดันมาตรการประชาธิปไตยทางตรงผ่านการบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรัฐต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มลรัฐโดยส่วนใหญ่มักจะยอมรับเฉพาะมาตรการนิติบัญญัติทางตรง ซึ่งประกอบด้วยการริเริ่มเสนอกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) แต่ยังปฏิเสธมาตรการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐ (recall) เพราะเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ด้วยเกรงว่าจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การยื่นถอดถอนผู้พิพากษา เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ภายใต้กระแสการรณรงค์ผลักดันการปฏิรูปสังคมและการเมืองในช่วงดังกล่าว การออกเสียงประชามติได้รับการอภิปรายถกเถียงทั้งเชิงหลักการ คุณค่า ตลอดจนวิธีปฏิบัติ ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านภายในสังคมอเมริกันวงกว้าง ผลประการสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การออกเสียงประชามติได้กลายเป็นมาตรการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ผ่านการใช้สิทธิยับยั้งการตัดสินใจทางการเมืองในระบบตัวแทน มาตรการมีส่วนร่วมทางตรงดังกล่าวข้างต้น ได้รับการบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ ในเวลาต่อมา และได้มีการปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
edit @ 12 Sep 2008 03:13:56 by prap and chai